เ ล่ า เ รื่ อ ง ไ ป เ มื อ ง อั ง ก ฤ ษ

บทสัมภาษณ์

บทความ

 ใ น ห้ ว ง ค ม อั ก ษ ร  ‘ ปิ ย ะ พ ร  ศั ก ดิ์ เ ก ษ ม’

แรกรู้จัก

ฉันกวาดสายตาไล่เรียงไปตามสันหนังสือที่วางเรียงรายบนชั้นหนังสือตรงหน้า ในช่วงอารมณ์ที่กำลังเบื่อหน่าย เซ็ง และไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านี้ การเลือกมาหย่อนสมองและอารมณ์ที่ห้องสมุดของบริษัทดูจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับฉันในขณะนั้น แต่กลับพบว่ามันน่าเบื่อเสียยิ่งไปกว่าเมื่อมุมนวนิยายสุดโปรด กลับมีแต่นวนิยายเล่มเดิมๆ เรื่องเดิมๆ และนักเขียนคนเดิมๆ ซึ่งฉันอ่านไปแทบจะหมดแล้วทั้งสิ้น ดีกรีความเซ็งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เอาล่ะ …ฉันตกลงใจไม่อยากเสียเวลา และเสียอารมณ์มากไปกว่านี้ ฉันตัดสินใจหยิบนวนิยายเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นหนังสือ คาดเดาว่าเป็นนิยายของนักเขียนหน้าใหม่ จะว่าไปฉันเองก็พอจะเคยเห็นนามปากกานี้มาก่อนบ้างตามร้านหนังสือแต่ฉันไม่สนใจ และพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด เหตุผลน่ะหรือ …ฉันไม่ชอบชื่อนามปากกาน่ะสิ ชื่ออะไรก็ไม่รู้เชยสะบั้นหั่นแหลก “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ไม่ต้องจินตนาการเลยว่าสำนวนการเขียนและเนื้อหาข้างในจะไม่เชยตามชื่อไปด้วย แต่ด้วยอีกใจหนึ่งเอาน่าลองสำนวนของนักเขียนใหม่ดูสักคนจะเห็นเป็นไร และใจส่วนนี้เป็นฝ่ายชนะ วันนั้นฉันจึงมี “กิ่งไผ่-ใบรัก” ติดมือกลับไปอ่านที่บ้าน

สัมผัสของหัวใจ

ฉันค่อยๆทอดสายตาไล่เรียงไปตามตัวอักษร บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า หน้าแล้วหน้าเล่า ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง นี่หรือคือสำนวนการเขียนของนักเขียนหน้าใหม่ นี่หรือคือสิ่งที่ฉันปฏิเสธ มองข้าม และหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด ทำไมฉันจึงไม่เฉลียวใจมาก่อนนี้ ฉันปล่อยเวลาที่จะทำความรู้จักกับนักเขียนคนนี้ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ให้ผ่านไปโดยไม่รู้คุณค่ามาเนิ่นนานเท่าไรกันนะ ภาพของ ‘อารตี’ นางเอกของเรื่องลอยเด่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอปฏิเสธ เธอดื้อดึง เธอดิ้นรนหลีกหนี ‘สรรค์’ ชายหนุ่มคนที่ครอบครัวของเธอเจาะจงให้เขาได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ชิด ได้รู้จัก สนิทสนม และลงเอยต่อกัน กระนั้นเธอก็ไม่สามารถหลีกหนี ดิ้นรน และดื้อดึง ต่อความต้องการที่แท้จริงของหัวใจได้ เรื่องราวความรักของสองหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างการท่องเที่ยว ช่างน่ารัก น่าอบอุ่น และเติมเต็มพลังกายพลังใจ ให้กับวันคืนอันแสนน่าเบื่อหน่ายของฉันได้โดยไม่รู้ตัว

ความผูกพันเริ่มต้น

ฉันค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ซ่อนตัวแบบเจียมเนื้อเจียมตัว อยู่ในกองหนังสือที่วางระเกะระกะ รกตาของน้องสาว ฉันหยิบขึ้นมาดูด้วยความสนใจ เพราะฉันรู้จักนักเขียนคนนี้แล้ว “แสงตะวันในสายหมอก” งานรวมเรื่องสั้นเพียงเล่มเดียวของเธอ แน่นอนฉันไม่รีรอที่จะขอยืมน้องสาวเพื่อทำความรู้จักนักเขียนผู้นี้ให้มากขึ้นตื้นตันใจ…… อบอุ่น…… อ่อนหวาน   อา….ชีวิตช่างมีลีลาที่สวยงามเหลือเกินเมื่อฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ตรึงใจ ซาบซึ้ง กับความงดงามอ่อนหวานของหนูนาและเกริกที่ร่ายรำความรักอันแสนละมุนละไมใน ‘ยามเมื่อลมพัดหวน’   ฉันบอกตัวเองได้ในวินาทีนั้นว่าฉันหลงรักเรื่องนี้เหลือทน มันตรึงประทับอยู่ในอก อยู่ในหัวใจ ฉันไม่อาจสลัดเรื่องราวความรักอันละเมียดละไมนี้ไปจากใจได้ในอีกหลายวันต่อมา และแน่นอนความรู้สึกนี้ย่อมเกิดมาจากปลายปากกาและสำนวนการเขียนที่แสนจะอ่อนโยน อบอุ่น อ่อนหวานของ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” เท่านั้น

เมื่อหัวใจออกเดินทาง

ฉันหวนกลับไปยังห้องสมุดของบริษัทอีกครั้ง ครานี้จุดมุ่งหมายของฉันชัดเจน “ใต้ร่มไม้เลื้อย”รอคอยฉันอยู่อย่างสงบที่นั่น………….ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าใกล้รุ่ง…. นิ่งนาน…… ขอบตาเรื่อเรืองด้วยร่องรอยของการร้องไห้ฉันบอกกับตัวเอง ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว ฉันได้ค้นพบโลกที่ยิ่งใหญ่ โลกที่ฉันไม่เคยคาดไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะมีอยู่จริงในโลกใบนี้ ‘อรพิม’ และ ‘พัทธ์’ เขาทั้งสองเปิดเส้นทางสายใหม่ให้ฉันได้ก้าวเดินเพื่อไปค้นหา……แรงศรัทธาแห่งความรัก ….เราจำต้องเชื่อ ‘อรพิม’ ทำให้เราเชื่อว่า ด้วยความรัก ด้วยความเสียสละ ด้วยความเข้าอกเข้าใจ ด้วยการยอมรับ และด้วยการให้อภัย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์เรา  ฉันยกมือทั้งสองข้างแนบลงตรงตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ ออกแรงกด เพื่อระงับความสั่นสะท้านที่ทวีขึ้นทุกที   เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ตัวละครทุกตัว มีชีวิตชีวาเหลือเกิน ยิ่งโดยเฉพาะเขา ‘พัทธ์ ชวาลวัฒน์’ ชายที่จับกุมหัวใจของฉันไว้มั่น ไม่ให้โอกาสแม้แต่จะคิดหนี …..ฉันสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของเขากับ ‘อรพิม’ หญิงซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเพียงแค่เพื่อนที่สนิทที่สุด แต่แล้วผู้หญิงคนนี้ก็กลับเป็นผู้หญิงคนสำคัญ ที่มีคุณค่าและจำเป็นเหลือเกิน สำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยความทะยานอยากของเขา เธอคือสายน้ำ เธอคือสายลม เธอคือกลุ่มเมฆบอบบาง ที่ทำให้หัวใจของเขาคลายความกระด้างเย็นชา และชี้นำให้เห็นถึงคุณค่าของ “มนุษย์”‘อรพิม’ เธอไม่เพียงแต่อนุเคราะห์ ‘พัทธ์’ เท่านั้นแต่เธอได้อนุเคราะห์จิตวิญญาณของฉันด้วยเช่นกัน

ยิ่งเนิ่นนานยิ่งหลงรัก

ฉันเปรียบดังเด็กทารกที่เพิ่งรู้จักโลกตัวอักษรของ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ใครคนหนึ่งเขียนไว้ในอินเตอร์เน็ต บอกว่าหากอยากรู้เรื่องราวของ ‘พิมลพัทธ์’ ลูกสาวของ ‘อรพิม’ ให้อ่าน “เรือนศิรา” ฉันจึงได้ทราบว่า “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” สร้างเรื่องราวและเกี่ยวโยงตัวละครของเธอ จากเล่มหนึ่งไปสู่อีกเล่มหนึ่ง ‘พัทธ์ ชวาลวัฒน์’ ของฉันไม่ได้จบสิ้นไปเสียทีเดียวใน “ใต้ร่มไม้เลื้อย” แต่ชีวิตของเขายังโลดแล่นต่อมาใน “เรือนศิรา”แน่นอนว่าฉันดีใจเพียงใด ที่ได้ทราบว่า ‘พัทธ์’ ยังอยู่ดีมีสุขและเขาโชคดีที่นอกจาก ‘อรพิม’แล้วเขาก็ยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รักและจริงใจต่อเขาไม่น้อยกว่า   เธอ….’ศิถี’ คือผู้หญิงคนสุดท้ายคนนั้น คนที่ทำให้พัทธ์หลุดพ้นจากความเศร้าโศกเสียใจ  ความอดทนของเธอย่อมได้รับการตอบสนองด้วยดีในท้ายที่สุด แม้ว่ามันเกือบจะสายเกินไปแม้ว่าฉันจะมีความสุขที่ได้อ่านเรื่องราวของบุคคลอันเป็นที่รักแต่เนื้อแท้แล้ว สิ่งที่สำคัญและ“ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ต้องการบอกต่อผู้อ่านของเธอก็คือ “การให้อภัย” และ “การยอมรับในความผิดพลาดของผู้อื่น” นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ดูเหมือนง่ายแต่ ปฏิบัติได้ยากยิ่ง

ความผูกพันตลอดกาล

การได้รู้จักและรักใคร่ในงานเขียนของใครสักคนเป็นเรื่องพิเศษ เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชีวิต และสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นคือ การได้รับรู้ว่า ตัวหนังสือที่เราได้อ่านได้สัมผัสนั้นมีความสอดคล้องต้องกัน และสะท้อนถึงตัวตน…เนื้อแท้ของผู้เขียน ฉันคิดว่า…นี่คือความจริงใจ…พื้นฐานที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดที่นักเขียนแสดงออกต่อผู้อ่าน  ฉันเคยผิดหวัง เคยเสียความรู้สึกเมื่อต้องรับรู้ว่านักเขียนบางคนที่ชื่นชอบ ตัวตนที่แท้จริงของเขานั้น ต่างจากตัวหนังสืออย่างสิ้นเชิง หากถามว่าแล้วความแตกต่างนั้น มันเป็นความผิดใช่หรือไม่ ฉันก็คงตอบว่า มันไม่ใช่ความผิด เพียงแต่ฉันอยากบอกว่า ฉันรู้สึกถูกหลอกลวงต่างหาก ถูกหลอกให้เชื่อในสิ่งที่เขาเขียน… เพราะฉันไม่ทราบว่า…. นักเขียนเหล่านั้นเขาเชื่อในสิ่งที่เขาเขียนมากน้อยเพียงใดหากฉันเชื่อใจและเชื่อมั่นในงานเขียนของ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” เชื่อว่าเธอเขียนในสิ่งที่เธอเชื่อถือ และศรัทธา สิ่งนั้นก็คือ “ความรัก” “ความผูกพัน” “การยอมรับในกันและกัน” “การให้อภัย” และ “การเชื่อมั่นในความดีงามทั้งปวง” ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ในผลงานทุกเรื่องของเธอโลกไม่ได้มีเพียงด้านมืดหรือด้านส่วางด้านใดด้านเดียว เฉกเช่นเหรียญที่มีทั้งสองด้าน เพียงแต่ว่า ใครจะพลิกด้านไหน พลิกเหลี่ยมพลิกมุมไหน ให้ใครได้เห็น… อย่างไรเท่านั้นเอง เช่นเดียวกับการที่ ‘ฉาย’ พลิกเหรียญด้านความเป็นพ่อที่ดีงามพ่อที่ประเสริฐให้ ‘ปารีณา’ บุตรสาวได้รับรู้และเชื่อมาตลอดใน “ใต้เงาตะวัน” หากกลับเก็บซ่อนเหลี่ยมมุมของความผิดพลาดในอดีตไว้อย่างมิดชิด ใครเลยจะเชื่อ ‘ปารีณา’ เองก็คง จะคิดแบบนี้เช่นกัน …การเผชิญหน้ากับความจริง..จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แต่ละคนจะต้องเอาชนะและก้าวข้ามไปให้ได้อย่างมีเกียรติและสง่าผ่าเผย

รอยเท้าต่อจากนี้

มาถึงตอนนี้ ฉันดีใจ ภาคภูมิใจ  ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านคนหนึ่งที่ชื่นชม “ปิยะพร ศักดิ์เกษม”และฉันเชื่อว่าอีกหลายต่อหลายคนต่างก็คิดเช่นเดียวกันกับฉัน หัวใจเราสื่อถึงกัน ความรักความปรารถนาดีที่มีต่อกันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงและอุ้มชู ความผูกพันให้มั่นคงแข็งแกร่ง ไม่ผุพัง เน่าสลายไปกับกาลเวลา ทุกก้าว ทุกรอยเท้าต่อจากนี้ในโลกวรรณกรรมของเธอ ฉันขอเป็นกำลังใจ… ฉันขอส่งความรัก ความนับถือศรัทธา ที่ดุจดังความอบอุ่นของแสงตะวันที่ลอดผ่านม่านหมอกของความแห้งแล้งในใจผู้คนในโลกอันแสนสับสนวุ่นวาย และค้นหาความจริงได้ยากยิ่งนี้ กลับคืนสู่เธอเช่นกัน “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” เธอผู้เปรียบประดุจแสงตะวันแห่งชีวิตของฉัน

โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ 
มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม