ผลงาน

เ ล่ า เ รื่ อ ง ไ ป เ มื อ ง อั ง ก ฤ ษ

บทสัมภาษณ์

ปิยะพร ศักดิ์เกษม ‘นิยายรักใช่น่ารังเกียจ’
โดย สัจจภูมิ ละออ
จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปีที่ 12 ฉบับที่ 3700 ประจำวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 หน้าจุดประกายวรรณกรรม

โดย สัจจภูมิ ละออ

บทความ

แรกรู้จัก

ฉันกวาดสายตาไล่เรียงไปตามสันหนังสือที่วางเรียงรายบนชั้นหนังสือตรงหน้า ในช่วงอารมณ์ที่กำลังเบื่อหน่าย เซ็ง และไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านี้ การเลือกมาหย่อนสมองและอารมณ์ที่ห้องสมุดของบริษัทดูจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับฉันในขณะนั้น แต่กลับพบว่ามันน่าเบื่อเสียยิ่งไปกว่าเมื่อมุมนวนิยายสุดโปรด กลับมีแต่นวนิยายเล่มเดิมๆ เรื่องเดิมๆ และนักเขียนคนเดิมๆ ซึ่งฉันอ่านไปแทบจะหมดแล้วทั้งสิ้น ดีกรีความเซ็งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เอาล่ะ …ฉันตกลงใจไม่อยากเสียเวลา และเสียอารมณ์มากไปกว่านี้ ฉันตัดสินใจหยิบนวนิยายเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นหนังสือ คาดเดาว่าเป็นนิยายของนักเขียนหน้าใหม่ จะว่าไปฉันเองก็พอจะเคยเห็นนามปากกานี้มาก่อนบ้างตามร้านหนังสือแต่ฉันไม่สนใจ และพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด เหตุผลน่ะหรือ …ฉันไม่ชอบชื่อนามปากกาน่ะสิ ชื่ออะไรก็ไม่รู้เชยสะบั้นหั่นแหลก “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ไม่ต้องจินตนาการเลยว่าสำนวนการเขียนและเนื้อหาข้างในจะไม่เชยตามชื่อไปด้วย แต่ด้วยอีกใจหนึ่งเอาน่าลองสำนวนของนักเขียนใหม่ดูสักคนจะเห็นเป็นไร และใจส่วนนี้เป็นฝ่ายชนะ วันนั้นฉันจึงมี “กิ่งไผ่-ใบรัก” ติดมือกลับไปอ่านที่บ้าน

สัมผัสของหัวใจ

ฉันค่อยๆทอดสายตาไล่เรียงไปตามตัวอักษร บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า หน้าแล้วหน้าเล่า ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง นี่หรือคือสำนวนการเขียนของนักเขียนหน้าใหม่ นี่หรือคือสิ่งที่ฉันปฏิเสธ มองข้าม และหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด ทำไมฉันจึงไม่เฉลียวใจมาก่อนนี้ ฉันปล่อยเวลาที่จะทำความรู้จักกับนักเขียนคนนี้ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ให้ผ่านไปโดยไม่รู้คุณค่ามาเนิ่นนานเท่าไรกันนะ ภาพของ ‘อารตี’ นางเอกของเรื่องลอยเด่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอปฏิเสธ เธอดื้อดึง เธอดิ้นรนหลีกหนี ‘สรรค์’ ชายหนุ่มคนที่ครอบครัวของเธอเจาะจงให้เขาได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ชิด ได้รู้จัก สนิทสนม และลงเอยต่อกัน กระนั้นเธอก็ไม่สามารถหลีกหนี ดิ้นรน และดื้อดึง ต่อความต้องการที่แท้จริงของหัวใจได้ เรื่องราวความรักของสองหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างการท่องเที่ยว ช่างน่ารัก น่าอบอุ่น และเติมเต็มพลังกายพลังใจ ให้กับวันคืนอันแสนน่าเบื่อหน่ายของฉันได้โดยไม่รู้ตัว

ความผูกพันเริ่มต้น

ฉันค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ซ่อนตัวแบบเจียมเนื้อเจียมตัว อยู่ในกองหนังสือที่วางระเกะระกะ รกตาของน้องสาว ฉันหยิบขึ้นมาดูด้วยความสนใจ เพราะฉันรู้จักนักเขียนคนนี้แล้ว “แสงตะวันในสายหมอก” งานรวมเรื่องสั้นเพียงเล่มเดียวของเธอ แน่นอนฉันไม่รีรอที่จะขอยืมน้องสาวเพื่อทำความรู้จักนักเขียนผู้นี้ให้มากขึ้นตื้นตันใจ…… อบอุ่น…… อ่อนหวาน   อา….ชีวิตช่างมีลีลาที่สวยงามเหลือเกินเมื่อฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ตรึงใจ ซาบซึ้ง กับความงดงามอ่อนหวานของหนูนาและเกริกที่ร่ายรำความรักอันแสนละมุนละไมใน ‘ยามเมื่อลมพัดหวน’   ฉันบอกตัวเองได้ในวินาทีนั้นว่าฉันหลงรักเรื่องนี้เหลือทน มันตรึงประทับอยู่ในอก อยู่ในหัวใจ ฉันไม่อาจสลัดเรื่องราวความรักอันละเมียดละไมนี้ไปจากใจได้ในอีกหลายวันต่อมา และแน่นอนความรู้สึกนี้ย่อมเกิดมาจากปลายปากกาและสำนวนการเขียนที่แสนจะอ่อนโยน อบอุ่น อ่อนหวานของ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” เท่านั้น

เมื่อหัวใจออกเดินทาง

ฉันหวนกลับไปยังห้องสมุดของบริษัทอีกครั้ง ครานี้จุดมุ่งหมายของฉันชัดเจน “ใต้ร่มไม้เลื้อย”รอคอยฉันอยู่อย่างสงบที่นั่น………….ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าใกล้รุ่ง…. นิ่งนาน…… ขอบตาเรื่อเรืองด้วยร่องรอยของการร้องไห้ฉันบอกกับตัวเอง ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว ฉันได้ค้นพบโลกที่ยิ่งใหญ่ โลกที่ฉันไม่เคยคาดไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะมีอยู่จริงในโลกใบนี้ ‘อรพิม’ และ ‘พัทธ์’ เขาทั้งสองเปิดเส้นทางสายใหม่ให้ฉันได้ก้าวเดินเพื่อไปค้นหา……แรงศรัทธาแห่งความรัก ….เราจำต้องเชื่อ ‘อรพิม’ ทำให้เราเชื่อว่า ด้วยความรัก ด้วยความเสียสละ ด้วยความเข้าอกเข้าใจ ด้วยการยอมรับ และด้วยการให้อภัย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์เรา  ฉันยกมือทั้งสองข้างแนบลงตรงตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ ออกแรงกด เพื่อระงับความสั่นสะท้านที่ทวีขึ้นทุกที   เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ตัวละครทุกตัว มีชีวิตชีวาเหลือเกิน ยิ่งโดยเฉพาะเขา ‘พัทธ์ ชวาลวัฒน์’ ชายที่จับกุมหัวใจของฉันไว้มั่น ไม่ให้โอกาสแม้แต่จะคิดหนี …..ฉันสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของเขากับ ‘อรพิม’ หญิงซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเพียงแค่เพื่อนที่สนิทที่สุด แต่แล้วผู้หญิงคนนี้ก็กลับเป็นผู้หญิงคนสำคัญ ที่มีคุณค่าและจำเป็นเหลือเกิน สำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยความทะยานอยากของเขา เธอคือสายน้ำ เธอคือสายลม เธอคือกลุ่มเมฆบอบบาง ที่ทำให้หัวใจของเขาคลายความกระด้างเย็นชา และชี้นำให้เห็นถึงคุณค่าของ “มนุษย์”‘อรพิม’ เธอไม่เพียงแต่อนุเคราะห์ ‘พัทธ์’ เท่านั้นแต่เธอได้อนุเคราะห์จิตวิญญาณของฉันด้วยเช่นกัน

ยิ่งเนิ่นนานยิ่งหลงรัก

ฉันเปรียบดังเด็กทารกที่เพิ่งรู้จักโลกตัวอักษรของ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ใครคนหนึ่งเขียนไว้ในอินเตอร์เน็ต บอกว่าหากอยากรู้เรื่องราวของ ‘พิมลพัทธ์’ ลูกสาวของ ‘อรพิม’ ให้อ่าน “เรือนศิรา” ฉันจึงได้ทราบว่า “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” สร้างเรื่องราวและเกี่ยวโยงตัวละครของเธอ จากเล่มหนึ่งไปสู่อีกเล่มหนึ่ง ‘พัทธ์ ชวาลวัฒน์’ ของฉันไม่ได้จบสิ้นไปเสียทีเดียวใน “ใต้ร่มไม้เลื้อย” แต่ชีวิตของเขายังโลดแล่นต่อมาใน “เรือนศิรา”แน่นอนว่าฉันดีใจเพียงใด ที่ได้ทราบว่า ‘พัทธ์’ ยังอยู่ดีมีสุขและเขาโชคดีที่นอกจาก ‘อรพิม’แล้วเขาก็ยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รักและจริงใจต่อเขาไม่น้อยกว่า   เธอ….’ศิถี’ คือผู้หญิงคนสุดท้ายคนนั้น คนที่ทำให้พัทธ์หลุดพ้นจากความเศร้าโศกเสียใจ  ความอดทนของเธอย่อมได้รับการตอบสนองด้วยดีในท้ายที่สุด แม้ว่ามันเกือบจะสายเกินไปแม้ว่าฉันจะมีความสุขที่ได้อ่านเรื่องราวของบุคคลอันเป็นที่รักแต่เนื้อแท้แล้ว สิ่งที่สำคัญและ“ปิยะพร ศักดิ์เกษม” ต้องการบอกต่อผู้อ่านของเธอก็คือ “การให้อภัย” และ “การยอมรับในความผิดพลาดของผู้อื่น” นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ดูเหมือนง่ายแต่ ปฏิบัติได้ยากยิ่ง

ความผูกพันตลอดกาล

การได้รู้จักและรักใคร่ในงานเขียนของใครสักคนเป็นเรื่องพิเศษ เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชีวิต และสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นคือ การได้รับรู้ว่า ตัวหนังสือที่เราได้อ่านได้สัมผัสนั้นมีความสอดคล้องต้องกัน และสะท้อนถึงตัวตน…เนื้อแท้ของผู้เขียน ฉันคิดว่า…นี่คือความจริงใจ…พื้นฐานที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดที่นักเขียนแสดงออกต่อผู้อ่าน  ฉันเคยผิดหวัง เคยเสียความรู้สึกเมื่อต้องรับรู้ว่านักเขียนบางคนที่ชื่นชอบ ตัวตนที่แท้จริงของเขานั้น ต่างจากตัวหนังสืออย่างสิ้นเชิง หากถามว่าแล้วความแตกต่างนั้น มันเป็นความผิดใช่หรือไม่ ฉันก็คงตอบว่า มันไม่ใช่ความผิด เพียงแต่ฉันอยากบอกว่า ฉันรู้สึกถูกหลอกลวงต่างหาก ถูกหลอกให้เชื่อในสิ่งที่เขาเขียน… เพราะฉันไม่ทราบว่า…. นักเขียนเหล่านั้นเขาเชื่อในสิ่งที่เขาเขียนมากน้อยเพียงใดหากฉันเชื่อใจและเชื่อมั่นในงานเขียนของ “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” เชื่อว่าเธอเขียนในสิ่งที่เธอเชื่อถือ และศรัทธา สิ่งนั้นก็คือ “ความรัก” “ความผูกพัน” “การยอมรับในกันและกัน” “การให้อภัย” และ “การเชื่อมั่นในความดีงามทั้งปวง” ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ในผลงานทุกเรื่องของเธอโลกไม่ได้มีเพียงด้านมืดหรือด้านส่วางด้านใดด้านเดียว เฉกเช่นเหรียญที่มีทั้งสองด้าน เพียงแต่ว่า ใครจะพลิกด้านไหน พลิกเหลี่ยมพลิกมุมไหน ให้ใครได้เห็น… อย่างไรเท่านั้นเอง เช่นเดียวกับการที่ ‘ฉาย’ พลิกเหรียญด้านความเป็นพ่อที่ดีงามพ่อที่ประเสริฐให้ ‘ปารีณา’ บุตรสาวได้รับรู้และเชื่อมาตลอดใน “ใต้เงาตะวัน” หากกลับเก็บซ่อนเหลี่ยมมุมของความผิดพลาดในอดีตไว้อย่างมิดชิด ใครเลยจะเชื่อ ‘ปารีณา’ เองก็คง จะคิดแบบนี้เช่นกัน …การเผชิญหน้ากับความจริง..จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แต่ละคนจะต้องเอาชนะและก้าวข้ามไปให้ได้อย่างมีเกียรติและสง่าผ่าเผย

รอยเท้าต่อจากนี้

มาถึงตอนนี้ ฉันดีใจ ภาคภูมิใจ  ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านคนหนึ่งที่ชื่นชม “ปิยะพร ศักดิ์เกษม”และฉันเชื่อว่าอีกหลายต่อหลายคนต่างก็คิดเช่นเดียวกันกับฉัน หัวใจเราสื่อถึงกัน ความรักความปรารถนาดีที่มีต่อกันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงและอุ้มชู ความผูกพันให้มั่นคงแข็งแกร่ง ไม่ผุพัง เน่าสลายไปกับกาลเวลา ทุกก้าว ทุกรอยเท้าต่อจากนี้ในโลกวรรณกรรมของเธอ ฉันขอเป็นกำลังใจ… ฉันขอส่งความรัก ความนับถือศรัทธา ที่ดุจดังความอบอุ่นของแสงตะวันที่ลอดผ่านม่านหมอกของความแห้งแล้งในใจผู้คนในโลกอันแสนสับสนวุ่นวาย และค้นหาความจริงได้ยากยิ่งนี้ กลับคืนสู่เธอเช่นกัน “ปิยะพร ศักดิ์เกษม” เธอผู้เปรียบประดุจแสงตะวันแห่งชีวิตของฉัน

ความเรียง โดย คุณสวิริญช์

บทวิจารณ์

“ดอกไม้ในป่าหนาว” ละครโทรทัศน์ฝีมือประณีตของบริษัทยูม่า ที่กำกับการแสดงโดย นพพล โกมารชุน ได้อำลาจอแก้วช่อง 5 ไปไม่นานแล้วก็จริง แต่สำหรับบทประพันธ์ฝีมือ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ที่อ่านแล้วยอมรับว่า “ไม่ธรรมดา” ก็มีอะไรที่น่าจะนำมาคุยกับท่านผู้อ่านอีกไม่น้อย
ปิยะพร ศักดิ์เกษม สร้างภาพของ ดวงลดา และ ศิลา นางเอกและพระเอกในเรื่องนี้เป็นภาพที่มีสีตัดกัน เกือบจะตรงกันข้าม เหมือนสีขาวและสีแดง ดวงลดา ถูกนำเสนอในภาพสาวน้อยวัย 21 ปี ภาคภูมิและเพียบพร้อมด้วยวิชาความรู้ มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย สมกับถูกบิดามารดากำหนดชีวิตมาอย่างเข้มงวด นายแพทย์โชติ และแพทย์หญิงพลอยสี ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งคู่ ทำให้เธอกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม แต่บานในป่าอันหนาวเย็น ไม่เคยรู้จักความอบอุ่นใดๆ
ชีวิตของ ดวงลดา เริ่มหักเหเมื่อ ศิลา ชายหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าก้าวเข้ามาในชีวิต เขานำอารมณ์ขัน ความรื่นเริง ความมีชีวิตชีวาของวัยหนุ่มสาว และความจริงใจ เข้ามาในป่าหนาวเย็นที่ ดวงลดา อาศัยอยู่ ศิลา เป็นกำลังใจอันเข้มแข็งให้ ดวงลดา เมื่อเธอเรียนรู้ว่าโลกไม่ได้สวยงาม และมีระเบียบถูกต้องอย่างที่เธอถูกอบรมมาให้คิด ตัวเธอเองเป็นผลผลิตจากการชิงสุกก่อนห่ามของ เพชรช่วง ผู้หญิงที่เธอเข้าใจว่าเป็นพี่สาวคนโต ที่มีวัยห่างจากเธอ 15 ปี และพ่อที่แท้จริงก็คือ “น้าโชค” ชายเพื่อนบ้านวัยกลางคน ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา มิใช่ นายแพทย์โชติ ผู้มีชื่อเสียงที่เธอเคยภูมิใจมาตลอดชีวิต ดวงลดา ต้องทำใจอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดจิตใจของเธอก็ได้เปิดกว้างต่อความจริงที่เจ็บปวด และด้วยความเฉลียวฉลาด เธอจึงสามารถกำหนดบทบาทใหม่ให้กับตัวเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมกับยอมรับว่า ศิลา คือผู้เข้ามานั่งอยู่ในใจของเธอ เขาและเธอจะร่วมกันสร้างทางชีวิต ตามความปรารถนาและความฝันของตนเอง ไม่ใช่การกำหนดของใครๆ อีกต่อไป
ทางด้านโครงเรื่อง จะเห็นได้ว่าไม่สลับซับซ้อนมากนัก เพียงแต่ซ่อนเงื่อนปมสำคัญ ที่อาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจไขว้เขวในพฤติกรรมของ โชค ที่มีต่อ ดวงลดา เมื่อเรื่องดำเนินไปถึงจุดสุดยอด (Climax) ดวงลดา ได้รู้ความจริงว่า ใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอ เรื่องก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ทุกคนก็ดำเนินชีวิตไปตามทิศทางที่ตนเป็นผู้เลือก
สิ่งที่น่าใจในเรื่องนี้คือ การสร้างตัวละคร ตัวละครเอกในเรื่องนั้น แม้ว่าไม่ซับซ้อนเทียบเท่าตัวละครในนวนิยายหนักๆ แต่ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ก็ไม่ได้สร้างตัวละครออกมาแบนราบ ผู้เขียนพยายามสร้างตัวละครในลักษณะ (Round Character) ไว้หลายตัว คือเป็นตัวละครที่มีทั้งด้านดีและด้านเสียอยู่ในตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น หมอโชติ ซึ่งต้องขัดแย้งกับตนเองอย่างมาก ระหว่างการรักษามโนธรรมของตัวเอง กับการทำร้ายเด็กหนุ่มผู้ที่ตนเข้าใจว่าทำลายพรหมจรรย์ของลูกสาว หมอโชติ กระทำทารุณต่อ โชค ด้วยความคั่งแค้น แต่เมื่อทำลงไปแล้ว คุณธรรมก็ยังทำให้ หมอโชติ ไม่ถึงกับทำให้ โชค ตายไปต่อหน้า และในตอนท้ายของเรื่อง ก็ยอมรับความสัมพันธ์ทางสายเลือด ระหว่าง โชค และ ดวงลดา โดยไม่ขัดขวางอีก
ตัวละครที่มีข้อดีและข้อบกพร่องขัดแย้งกันสุดโต่งก็คือ เพชรช่วง ดูภายนอกเธอเป็นหญิงสาวสวยเด่น มีรสนิยมดีเลิศ เฉลียวฉลาด เก่งกล้าสามารถ เชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูงสุด จนสามารถหาคำนำหน้า ดร. มาประดับตนได้อย่างภาคภูมิ แต่ความดีเด่นเหล่านี้ ถูกถ่วงด้วยนิสัยส่วนตัวที่แทบจะหาความดีไม่ได้ คนที่รู้จักนิสัยของ เพชรช่วง อย่างแท้จริง จะเห็นว่า เพชรช่วง เป็นคนที่หลงตัวเอง กระด้าง ใจดำ และเห็นแก่ตัว เธอจึงไม่อาจสร้างความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดได้ ไม่ว่าจะเป็นสามีชาวต่างชาติทั้งสองคนที่ต้องหย่ากันไป หรือแม้แต่บุตรสาวคนเดียวที่กลายเป็นหนามยอกอกของเธอ จนจบเรื่อง ปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า แม่ลูกคู่นี้ จะย้อนกลับมาประสานความเข้าใจกัน ผู้ชายที่เธอหวังว่าจะผูกมัดเขาด้วยเสน่ห์ ก็กลับตลบหลังเธอด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่า …ผู้เขียนได้สร้าง เพชรช่วง ให้ดูภายนอกเป็นผู้หญิงในสังคม “วัตถุนิยม” ที่สมบูรณ์แบบ แต่ว่างเปล่าในด้าน “จิตนิยม” เธอจึงประสบความล้มเหลวในชีวิตส่วนตัวโดยสิ้นเชิง ดังคำกล่าวที่ว่า คนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกอย่างนั้นไม่มี
ตัวละครที่มีการพัฒนาทางด้านพฤติกรรมและบุคลิกภาพมากที่สุดในเรื่อง คือ โชค และ
ดวงลดา
โชคเป็นชายวัย 40 ปี ผู้สูญเสียอนาคตนักศึกษาแพทย์ไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพราะความผิดหวังในคนที่เขาหลงรัก ซ้ำถูกกล่าวหาว่าเขาใช้กำลังข่มเหงเธอจนตั้งครรภ์ และเขาไม่สามารถปกป้องชีวิตน้อยๆ ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาและเธอ โชค ใช้ชีวิตอย่างคนที่หัวใจแตกสลายอยู่หลายปีในต่างประเทศ แต่เมื่อกลับมาเมืองไทย เขาก็ได้คิดและใช้ชีวิตอย่างสันโดษตลอดมา จนกระทั่งมาพบกับ ดวงลดา ภาพบุคคลที่เกี่ยวข้องและด้วยสัญชาตญาณ ทำให้เขามั่นใจว่า ดวงลดา คือลูกสาวของเขา แต่เขาก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด คงแอบเฝ้าชื่นชมและคอยคุ้มครองเธออยู่ห่างๆ ด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข เขาทำให้ ดวงลดา ได้สัมผัสกับธรรมชาติของชีวิตที่เรียบง่าย มีอิสระ มิตรภาพที่บริสุทธิ์ ทำให้ ดวงลดา มีชีวิตที่ร่าเริงแจ่มใส เช่นเดียวกับเด็กสาวทั่วไป มิใช่มีชีวิตที่เคร่งเครียด เข้มงวดตามกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่วางไว้ให้เพียงอย่างเดียว โชค ได้พัฒนาตัวเองจากเด็กหนุ่มในวัย 17 ปีที่มีท่าทีอิสระ คึกคะนองและเชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูงลิ่ว ครั้นได้เผชิญกับอุปสรรคในชีวิตที่รุนแรง เขาก็ตะบึงโลดแล่นไปจนสุดฤทธิ์ แต่แล้วเวลาก็ได้ช่วยรักษาแผลใจ ทำให้เขาได้คิดได้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต ดังที่ ศิลา ได้บรรยายว่า “…ชายคนที่อยู่ ในคราบของชาวไร่อันต่ำต้อย ทำตัวเหมือนคนด้อยการศึกษา ที่แท้แล้ว ก็คือชายที่มีความคิดความอ่านอันหลักแหลม เฉียบคม สุขุมลุ่มลึก สามารถมองทะลุเข้าสู่จิตใจของผู้อื่น และความเป็นไปของโลกได้อย่างชัดเจน ตรงเป้าคนนี้ ก็คือคนที่ช่วยชี้ช่วยขัดให้ดวงตาที่เขาใช้มองชีวิต ใสกระจ่างขึ้น…”
ในวัย 40 ปีนี้ โชค ได้พบกับความสุขตามอัตภาพของเขาแล้ว ความสุขกับธรรมชาติรอบตัว ทำให้ โชค พร้อมจะเป็นผู้ให้ดังที่เขาสอน งาม หลานสาวของเขา
“…งามเป็นคนรักโลก รักมนุษย์ รักชีวิต… ผมให้แกแต่แง่มุมที่ดีงาม… ให้แกเข้าซึ้งถึงจิตใจ ไม่ใช่แค่เปลือก ไม่ให้ดูหมิ่นคนโดยใช้มาตรฐานของตัวเองเป็นเครื่องวัด ระแวงระวังโลก วางตัวเองไว้เหนือกว่าใคร เคร่งเครียดกับชีวิตจนหาแง่มุมที่รื่นรมย์ของโลกหรือไมตรีจิตมิตรภาพของมนุษย์ไม่เจอ…”
โชค จึงเป็นตัวแทนของคนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น และต่อสังคม
ส่วน ดวงลดา ถูกกำหนดให้ดำเนินชีวิต ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของบิดา มารดา เธอยินดีทำทุกอย่างตามความปรารถนาของทุกคนในครอบครัว เพื่อแลกกับการยอมรับ ความรักและความอบอุ่น แต่กระนั้นในบางครั้งเธอก็สัมผัสได้ถึงความห่างเหินจากพ่อแม่และพี่สาว จนกระทั่งเพื่อนสนิทอย่าง กัตติกา สังเกตเห็นว่าภายใต้ท่าทีอันภาคภูมิและเกือบเย็นชานั้น ดวงลดา เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหว ความรู้สึกที่เปราะบาง และบางครั้ง ดวงลดา รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกือบว้าเหว่ ความภาคภูมิใจในฐานะของครอบครัว ในเกียรติยศของบิดามารดาเท่านั้น ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเธอตลอดมา
จนกระทั่งความจริงเปิดเผยขึ้น ดวงลดา สะเทือนใจอย่างหนัก แต่ด้วยสติปัญญาและการฝึกควบคุมตัวเองมาโดยตลอด จึงทำให้เธอปรับตัวได้ และปรับใจให้ยอมรับความจริงในเวลาไม่นานนัก แม้ว่ามันจะเป็นความจริงที่ขมขื่นก็ตาม เธอก็พร้อมแล้วที่จะดำเนินชีวิตต่อไปบนเส้นทางที่เธอเป็นผู้กำหนดเอง
ศิลา มีหลายอย่างที่ตรงกันข้ามกับ ดวงลดา เขารักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ ชายหนุ่มผู้นี้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเกี่ยวกับศิลปกรรม จึงมีความสามารถในด้านศิลปะการถ่ายภาพ ได้รับรางวัลชนะการประกวดภาพถ่ายจากสหรัฐอเมริกา ศิลา เป็นคนไม่โลภมาก พอใจเพียงที่ได้ทำงานที่เขารัก โดยปกติ ศิลา เป็นคนที่สุภาพอ่อนโยน ร่าเริง และมีอารมณ์ขัน เมื่อมาพบกับ ดวงลดา ผู้เคร่งขรึม เขาชอบกระเซ้าเหย้าแหย่ ทำให้เธออดหัวเราะไม่ได้ เขาทำให้ ดวงลดา ได้สัมผัสกับชีวิตอีกแบบหนึ่ง คือความสุขสดชื่นกับธรรมชาติรอบตัว ความรักอันบริสุทธิ์พร้อมที่จะให้เกียรติและรอคอยเวลาอันเหมาะสม ศิลา มีความมั่นใจในตัวเองสูง เขาพร้อมที่จะกำหนดทางชีวิตของตัวเอง และเดินไปบนเส้นทางนั้นด้วยความมั่นใจ ไม่หลงใหลไปกับผลประโยชน์ที่คนอื่นเอามาล่อ แต่ในยามที่เขาถูกเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนหักหลัง และทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสนั้น ศิลา ก็กลายเป็นคนหนุ่มเลือดร้อน พร้อมที่จะปะทะกับศัตรูโดยไม่หวั่นเกรงใดๆ ทั้งสิ้น ศิลา จึงเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวาอีกตัวหนึ่ง
ปิยะพร ได้สร้างตัวละครทุกตัวได้อย่างมีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับคนจริงๆ บุคลิกของตัวละครทุกตัวจึงมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ช่วยให้เรื่องนี้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น
หากมองโดยรวมแล้ว ดอกไม้ในป่าหนาว ได้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของคน 2 กลุ่ม คือ คนที่มีชีวิตอยู่ในสังคมเมืองใหญ่ที่มีความสลับซับซ้อนทางสังคมมาก จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จในชีวิตทุกด้าน พวกเขาจึงต้องทะเยอทะยานใฝ่สูง เพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของสังคม คนเหล่านี้จึงได้สร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาเป็นกำแพงล้อมตนเอง ขณะเดียวกันผู้ที่จะเข้ามาสู่แวดวงชีวิตของเขาได้จะต้องถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่ง ค่านิยมนี้เห็นได้ชัดเจนจากตัวละครอย่าง หมอโชติ หมอพลอยสี และเพชรช่วง ส่วน พัทธ์ นั้นเป็นนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อ บุคลิกดี และชาญฉลาด เขารู้จักแสวงหาในสิ่งที่จะมาเสริมสร้างบารมีทางธุรกิจของเขา เขาพร้อมจะให้ผลตอบแทนอย่างสูงลิ่วสำหรับผู้ที่จะทำประโยชน์ให้เขาอย่างงดงาม และเขาก็พร้อมที่จะข้ามและเขี่ยคนที่ไร้ประโยชน์สำหรับเขาแล้วเช่นกัน พัทธ์ จึงเป็นภาพสะท้อนของคนในสังคมเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง เขาพร้อมที่จะลงทุนด้วยทุกสิ่งที่เขามีเพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่าโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณธรรมมากมายนัก
คนทั้งสองกลุ่มนี้ได้แยกตัวออกจากคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยมากขึ้น จนเกิดเป็นช่องว่างทางสังคม เขาเหล่านี้เริ่มไม่ยอมรับคนที่แตกต่างหรือด้อยกว่า แต่ในที่สุดเขาก็หาได้มีความสุขที่แท้จริงไม่ เพราะวัตถุมิใช่สิ่งเดียวที่มนุษย์ต้องการ และการต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวย่อมนำมาซึ่งความอ้างว้าง ว้าเหว่และเหน็บหนาว
ต่างจากคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายในอ้อมกอดของธรรมชาติ แม้จะมีความลำบากในชีวิตประจำวันมากกว่าคนในเมืองใหญ่ แต่เขาก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม มีชีวิตที่อิสระเสรี ไม่มีความกดดัน จึงพร้อมที่จะแบ่งปันช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ที่ด้อยกว่า มีจิตเมตตาแก่ผู้ที่ยากไร้กว่า ธรรมชาติได้หล่อหลอมให้เขาเข้าใจใน “ธรรมชาติของชีวิต” ที่มีขึ้นมีลง ปิยะพร สะท้อนภาพคนกลุ่มนี้ผ่าน โชค ชายผู้อาภัพรักแต่จิตใจสูงส่ง มีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาเป็นผู้ก่อ มีจิตสำนึกต่อมนุษยธรรมดังที่ โชค ได้ช่วยชีวิต ศิลา ทั้งที่ในตอนแรกก็หวั่นเกรงอิทธิพลของเจ้าถิ่นอยู่ไม่น้อย และการที่เขาต้อนรับ ศิลา ดุจญาติมิตร ปราศจากความหวาดระแวงใดๆ นอกจากนั้น โชค ยังดูแลเด็กๆ ลูกคนงานตัดอ้อยในไร่ด้วยจิตเมตตาต่อผู้ด้อยโอกาสกว่า
ส่วน ดวงลดา และ ศิลา นั้น แม้โดยพื้นฐานของครอบครัวจะมีฐานะดีและมีเกียรติในสังคม แต่ผู้เขียนก็มีความปรารถนาที่จะให้เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่สามารถประสานการดำเนินชีวิตทั้ง 2 รูปแบบเข้าหากัน เพราะการยึดติดต่อกฏเกณฑ์มากเกินไป ก็อาจจะมีผลเสียต่อชีวิตได้เหมือนกัน ขณะเดียวกันถ้าจะมีชีวิตอย่างอิสระ ก็ต้องมั่นใจในเส้นทางที่เขาเลือกว่าเหมาะสมกับตัวเอง และสามารถนำมาซึ่งอนาคตที่ดีได้เช่นเดียวกัน มนุษย์ควรจะดำเนินชีวิตให้ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น เพื่อความสุขที่แท้จริง ดังที่ผู้เขียนกล่าวว่า
” …คราวนี้มีความคิดเห็นขัดแย้งมากมายในใจ… ดวงลดา กำลังคิดว่าชีวิตของคนนั้นจะมีค่าได้ต่อเมื่อมีการมุ่งหน้าทำงานอย่างหนัก เพื่อไต่ขึ้นที่สูงเท่านั้นหรือ… ใช้ความพยายามอย่างแรงกล้า ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อขึ้นไปนั่งเปลี่ยวเปล่าหนาวสั่นอยู่บนยอดเขาสูง… ชีวิตเช่นนั้นคงไม่มีวันได้เห็นว่า สองข้างทางชีวิตยังมีดอกไม้บานสะพรั่งแกว่งไกวไปกับสายลมอ่อน ระคนกลิ่นหอมรวยรินกำจายและชีวิตเช่นนั้นก็ไม่มีวันได้หยุดผูกมิตร ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสจะทักทายพูดจากับใคร นั่นหรือ คือ ชีวิตที่มีคุณค่า… การทำงานหนักและมุ่งหน้าเดินไปท่ามกลางกระไอหมอกที่หนาวเย็น…”
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะนับเป็นคุณสมบัติที่สำคัญคือภาษา ปิยะพร ศักดิ์เกษม เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่สำนวนภาษาที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง เธอกล้าที่จะนำเอาถ้อยคำที่ไม่เคยปรากฏอยู่คู่กันมาผูกเข้าด้วยกัน เพื่อเน้นภาพหรือสื่ออารมณ์ให้ชัดเจนขึ้น เช่น
ความเปลี่ยวร้างวังเวงของแผ่นดิน
จิตใจที่โหดกระด้างรุนแรงของผู้อื่น
ครอบศีรษะด้วยฟ้ากว้าง
เถื่อนหากก็แสนบริสุทธิ์ ดิบหากก็เป็นรสชาติที่แท้จริงของโลก
มีความสุขกับการละเลียดดื่มกินเวลาที่เลื่อนไหลผ่านไปอย่างไร้สาระ ไม่มีแก่นสารใดๆ
ฯลฯ
สำนวนภาษาที่ละเมียดละไม ประณีตด้วยถ้อยคำที่สั้นแต่สื่อความหมายได้ชัดเจน เช่น ตอนที่ผู้เขียนบรรยายถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของ ดวงลดา ว่า “…เหมือนกับดอกไม้… เมื่อพ้นจากการห่อหุ้มจนมิดชิดของกลีบเลี้ยงผลิกลีบดอกอันบอบบาง อ่อนลอออยู่ในวงล้อมของฟ้ากว้าง ดินดี อากาศสดและสายลมอ่อน… เมื่อนั้นความแจ่มใสงดงามย่อมมาเยือน… มาแทนที่ความกระด้างเก็บตัว ภายใต้ปุ่มสีเขียวอันห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงอันเดิม…”
และเมื่อ โชค มั่นใจว่า ดวงลดา คือ ลูกสาวของเขา เขาจะขอชื่นชมอยู่เงียบๆ ไม่เรียกร้องทวงสิทธิ์ใดๆ ผู้เขียนพรรณนาท่าทีและความรู้สึกนึกคิดของ โชค ในเวลานั้นได้อย่างงดงามไพเราะว่า
“…ขอชื่นชมและทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ ประคับประคองเธออยู่ในเงามืดตลอดไปจนชั่วชีวิตทีเดียว ความคิดคำนึงของเขาลอยล่องฟุ้งกระจาย แตกสลายแทรกอยู่กับทุกอณูของอากาศ ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียงลมพัดใบไม้พลิก เสียงกรีดปีกของแมลงกลางคืนและเสียงละเมอของนกน้อยในรังนอน… ท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงวับแวมของตะเกียงน้ำมันมะพร้าวที่พราวอยู่ริมระเบียง ทั้งแสงอันขาวสว่างหยาดหยดเยือกเย็นของดวงดาว…”
จากสำนวนภาษาดังกล่าวจะเห็นว่า ปิยะพร มีฝีมือและชั้นเชิงในทางภาษาแพรวพราวทีเดียว ความละเอียดและอ่อนไหวในถ้อยคำชวนให้เคลิบเคลิ้มประทับใจ
ดอกไม้ในป่าหนาว จึงเป็นนวนิยายแนวอนุรักษ์ ยึดถือค่านิยมและขนบประเพณีของสังคมไทย ชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกอย่างผิดๆ นั้น ก่อให้เกิดผลเสียอย่างไร ความสัมพันธ์ของชายหญิงที่ไม่ถูกต้อง ย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่ตนเองและครอบครัว ความสัมพันธ์ที่งดงามและบริสุทธิ์พร้อมต่อการรอเวลาที่เหมาะสมต่างหาก ที่ควรแก่การยกย่อง
การแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของ โชค ย่อมควรค่าแก่การให้อภัยมากกว่า การปฏิเสธความจริงและทำได้ทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและมนุษยธรรมเช่นการกระทำของ พัทธ์ และ เนตินัย
เมื่ออ่านนวนิยายเล่มนี้จบลงผู้อ่านคงจะต้องทบทวนว่า ความสุขที่แท้จริงของคนอย่างน้อยผู้ที่กำลังถูกค่านิยมที่ผิดๆ ครอบงำโดยไม่รู้ตัว ก็อาจจะเปลี่ยนทัศนะใหม่ เพื่อความของของตัวเอง และครอบครัวก่อนที่จะกลายเป็น ดอกไม้ในป่าหนาว อีกดอกหนึ่ง

นวนิยายเรื่อง ระบำดาว ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ไม่ใช่เป็นเพียงนวนิยายรักที่เร้าอารมณ์หวานๆ ของผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังเป็นนวนิยายที่พยายามเสนอความซับซ้อนในใจของมนุษย์อันมีผลต่อการตัดสินใจและเลือกดำรงชีวิตด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ผู้แต่งสร้างตัวละครหญิงที่เป็นตัวเด่นขึ้น 3 คน แต่ละคนเป็นเสมือน “ดาว” ที่เจิดจรัสอยู่ในสังคมแวดล้อมและคนใกล้ชิด และต่างมีวิถีโคจรต่างกันไป ในระหว่างการดำเนินเรื่อง ผู้แต่งมักจะบรรยายภาพดวงดาวบนท้องฟ้าให้สอดคล้องกับอารมณ์และเหตุการณ์ เป็นเชิงเปรียบเทียบว่าชีวิตเหมือนดวงดาวยามสดใสก็เหมือนยามดวงดาวกะพริบพร่างพราวทั่วท้องฟ้า ยามทุกข์หมองหม่นก็เหมือนดวงดาวอ่อนแสง ริบหรี่ ไร้แสง ทำให้เป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง
สาลิน ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวระดับกลางในท้องถิ่นภาคเหนือ ด้วยสติปัญญาปราดเปรื่อง คว้าอันดับ 1 ในการเรียนมาโดยตลอด เป็นเสมือนใบเบิกทางให้เธอประสบผลสำเร็จอย่างดีด้านการศึกษาและการงาน เธอเป็นนักเรียนนอกและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอันถือว่าอยู่ในสถานะที่มีเกียรติของสังคม นอกจากนี้รูปโฉมอันงดงามของเธอเป็นบ่วงเสน่ห์ให้มีผู้ชายมาตามตอมตั้งแต่เริ่มวัยสาว ก็เป็นสิ่งที่สร้างเสริมความเชื่อมั่นในตนเองมากจนเธอไม่เคยมีใจหวั่นไหวกับผู้ชายคนไหน จากคำพูดของพ่อซึ่งภูมิใจในตัวลูกสาวคนเดียวนี้อย่างล้นเหลือที่ว่า “สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะเหมาะสมกับ
ลิน” ปลูกฝังแนวความคิดให้สาลินโดยไม่รู้ตัวว่าเธอจะไม่ใส่ใจกับใครหรืออะไรที่เป็นสามัญ เหมือนอย่างที่ผู้แต่งกล่าวไว้ว่า “จริงแล้ว… สาลินรู้จักตนเองดีพอในเรื่องของความฝัน ความทะเยอทะยาน เธอไม่เคยเป็นรองใคร ดีเด่นเสมอในเรื่องการเรียน และยิ่งด้วยรูปโฉมที่สะดุดตา บุคลิกสะดุดใจเช่นนี้ เธอจะเลือกแต่ผู้ชาย ‘ธรรมดา’ ได้อย่างไร…” และ “หญิงสาวคาดหวัง ไขว่คว้า และรอคอยในสิ่งที่ ‘ดีเยี่ยม’ เสมอ… เหมือนอย่างที่เธอดิ้นรนไขว้คว้าเอาคุณสมบัติชั้นยอดมาประกอบเข้ากับรูปลักษณ์ที่ธรรมชาติสร้างมาให้จนเหลือเฟือ… สาลินจึงได้มาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สาวสวยที่สูงเปี่ยมด้วยความสามารถและมันสมอง”
นวนิยายเรื่อง ระบำดาว เดินเรื่องด้วยเรื่องราวของสาลินและภาทิศ หนุ่มที่เพียบพร้อมด้วยบุคลิก หน้าตา ฐานะ และชาติตระกูล เขาจึงเป็นผู้ชาย “ดีเยี่ยม” ตามที่สาลินใฝ่ฝันถึง เช่นเดียวกับที่สาลินเป็นผู้หญิง “ที่ดีที่สุด” ที่เขาแสวงหา แต่สำหรับผู้หญิงที่ “ใกล้ชิด” หรือหลงรักเขามาก่อนจะพูดถึงภาทิศว่าเป็น “ตัวอันตราย” อย่างเช่น จีน่า แฟนเก่าพูดถึงภาทิศว่า “แพทเป็นคนชอบเอาชนะ ชอบสิ่งท้าทาย ไม่งั้นเขาก็คงไม่เรียนจนได้ดอกเตอร์หรอกค่ะ ด้วยอายุยังน้อยเสียด้วย เรื่องส่วนตัวก็เหมือนกัน… เขาชอบให้ผู้หญิงรักเขา… คนเพียบพร้อมอย่างเขาก็ทำได้ไม่ยาก” หรืออย่างที่โชค น้าชายของงามสรรพผู้มีประสบการณ์ในการดูคน พูดถึงภาทิศว่า “อ้าว! ไม่ได้นินทา น้าชมว่าเขาสรรหาแต่สิ่งที่ดีที่สุดต่างหาก… เขาหาเพราะว่าใจไม่เคยพอ… ต้องหาไปเรื่อยๆ จนสุดทาง…” และ “ชายหนุ่มผู้นี้มีคุณสมบัติที่เลอเลิศนานัปการ ยากที่จะหาได้จากคนหนุ่มในวัยเดียวกัน หากหลานสาวคนเดียวของเขาจะฝากชีวิตไว้กับใครสักคน ก็น่าจะเป็นคนเช่นนี้แหละ… ถ้าเพียงแต่ภาทิศจะไม่ ‘ขาด’ และ ‘เกิน’ ในบางเรื่องที่เขาไม่อาจมองข้ามไปได้เช่นนี้ สิ่งที่ชายหนุ่มผู้นี้ ‘ขาด’ คือการยอมรับในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนของผู้อื่น… ก็เขาเติบโตมาในสังคมและครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับวัตถุ ขณะที่สิ่งที่เขามีจน ‘เกิน’ ก็คือความกระหายในชัยชนะ… ดิ้นรน ฉกฉวย ทุกวินาทีของชีวิตเพื่อได้ครอบครองสิ่งที่ดีที่สุด”
ความหวังของสาลินที่จะมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบจึงกลายเป็นความสิ้นหวัง เพราะหลังจากเธอก้าวลึกจนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภาทิศ ด้วยแรงผลักดันอันนุ่มนวลจากความรักความปรารถนาอันจริงใจที่แสดงออกด้วยถ้อยวาจาอ่อนหวาน รสสัมผัสนุ่มนวล “ที่มัดตรึงทั้งตัวและหัวใจของเธอทีละน้อย… ทุกอย่างเพิ่มพูนขึ้นอย่างช้าๆ … และมีขั้นตอน…” ไฟปรารถนาในใจภาทิศก็อ่อนแรงลง แม้เขา “คิด” ว่าเขายังรักสาลินอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างสาลินและภาทิศจึงกลายเป็นความสัมพันธ์แบบ “สม่ำเสมอ” คือไม่มีอะไรคืบหน้า ความสัมพันธ์เช่นนี้บั่นทอนความมั่นใจและความภูมิใจในตัวของสาลินผู้เคยเป็นที่ 1 ตลอดเวลา ความจริงแม้สาลินใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล เป็นนักเรียนนอกและเป็นคนหลงไหลในความหรูหราของสังคมชั้นสูง แต่ด้วยความที่เธอรู้จักตัวเอง ภาคภูมิใจในความสมบูรณ์แบบของตนทำให้เธอสงวนเนื้อสงวนตัวไว้สำหรับผู้ชายที่เธอเห็นว่า “พิเศษ” เมื่อได้ทุ่มเททั้งกายและใจลงไปหมดให้แก่ผู้ชายคนแรกที่เธอรัก ความสัมพันธ์ที่ไม่โปร่งใส ทำให้เธอเริ่มหวั่นระแวงต่อสายตาของสังคม ความที่เคยแต่เป็นฝ่ายที่ถูกไขว่าคว้าแย่งชิง เธอจึงรู้สึกละอายที่จะกลายเป็นฝ่ายบุกรุกเร้าหึงหวง หรือแสดงความต้องการที่แท้จริงเพื่อเพิ่มความมั่นคงมั่นใจให้ตนเอง สภาพเช่นนี้ทำให้สาลินตกอยู่ในความกดดันสูง อันมีผลกระทบต่อบุคลิกภาพของเธอ
ผู้แต่งสื่ออารมณ์สับสนภายในใจของตัวละครได้อย่างชัดเจน เริ่มจากภาพงดงามของหนุ่มหล่อสาวสวยที่มีคุณสมบัติสอดคล้องเหมาะเจาะลงตัว จากนั้นผู้แต่งจะเปิดเปลือยอารมณ์ซับซ้อนทีละชั้นในใจมนุษย์ ทั้งสาลินและภาทิศเป็นคนมีอุปนิสัยเหมือนกันคือแสวงหาสิ่งที่ “คิด” ว่าดีเลิศและชอบเป็นผู้ชนะ เมื่อภาทิศ “ได้” สาลินแล้ว เขาก็แสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีเลิศอย่างอื่นต่อไป ในขณะเดียวกัน
สาลินเริ่มไร้ความสุขเพราะเธอรู้สึกว่าเธอเป็นฝ่าย “เสีย” เธอตกเป็นเบี้ยล่างด้วยอำนาจแห่งความรัก สิ่งนี้บั่นทอนความเชื่อมั่นภาคภูมิใจตนเองสำหรับคนต้องอยู่ในสภาวะแห่ง “ความเป็นหนึ่ง” ตลอดเวลาอย่างสาลิน เธอรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างเธอและภาทิศ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด เธออยากพลิกกลับสถานการณ์ที่เป็นเบี้ยล่างนั้นเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา การที่พ่อแม่ของสาลินมอบเงินจำนวนมากที่ได้มาจากการขายที่ดินให้ลูกสาวคนเดียวเพื่อ “ให้ลินได้ทุกอย่างที่ลินต้องการ เชิดหน้าอยู่ในสังคมได้ไม่ต้องอายใคร” เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้แก่สาลิน และเป็นสิ่งที่ย้ำให้ผู้อ่านเห็นว่าสาลินเป็นตัวละครที่หลงไหลอยู่กับวัตถุ เธอเองก็มิได้ดีไปกว่าภาทิศสักเท่าไร ในแง่ที่ว่า ทั้งสองต่างก็มิได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก เท่ากับองค์ประกอบภายนอกตัวมนุษย์ ทั้งสองต่างก็เป็นคนที่รักตัวเองมากกว่ารักคนอื่น ความรักความเอื้ออาทรของพ่อแม่ โดยเฉพาะการปลุกเร้าให้เธอต่อสู้เพื่อความเป็นหนึ่ง จึงเป็นน้ำทิพย์ที่ให้กำลังและกระตุ้นให้เธอใคร่ครวญทบทวนว่า เหตุใดเธอจึงปล่อยให้ความรักผลักดันเธอลงไปเป็นเบี้ยล่างของชายคนหนึ่ง
สิ่งที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของสาลินที่จะไม่ยอมมีชีวิตเป็นเบี้ยล่างของใครอีกอย่างหนึ่งก็คือ การได้เห็นชีวิตของลีลา น้องสาวภาทิศ ที่เลือกเป็นเมียเก็บของอาจารย์หนุ่มนักอุดมการณ์จอมปลอม แทนที่จะแต่งงานกับหนุ่มที่รักและมีความเหมาะสมกับเธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความรู้ ชาติตระกูล ชีวิตของลีลาจึงเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนให้สาลินมองเห็นบางแง่บางมุมในชีวิตของตน ลีลาเป็น “ดาว” อีกดวงหนึ่งที่ควรจะสูงส่งงดงามประดับท้องฟ้า แต่ทั้งสาลินและลีลาต่างถูกพันธนาการด้วยความรักภายใต้ความสัมพันธ์อันไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะ การที่สาลินมองเห็นว่าลีลาอ่อนแอเกินกว่าจะผละจากชีวิตเมียเก็บทำให้เธอรู้สึกเข้มแข็ง เธอรู้ทันทีว่าเธอยอมรับสภาพแบบเดียวกับลีลาไม่ได้ เธอจึงรู้สึก “เหมือนตัวเองได้กลับมายืนเท้าของตัวเองอีกครั้ง”
การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจผละจากชายคนรักที่ได้ทั้งตัวและหัวใจเธอไปพร้อมกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้แต่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจสภาพจิตใจของสาลินและลีลาซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี ลีลาตัดสินใจได้แล้วว่าเธอยอมรับชีวิตที่มีทั้งความสุขและความทุกข์เช่นนี้ เพราะชีวิตที่เคยแต่เป็นผู้รับทำให้เธอรู้สึกไร้ค่า ความคิดว่าเธอเป็นผู้เสียสละที่ให้ความรักความอบอุ่นแก่ชายผู้มีปัญหาครอบครัว (โดยไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกและเอาเปรียบ) ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองได้เป็นผู้ให้ ส่วน
สาลิน ความทะนงตัวทำให้ความปรารถนาที่จะพ้นจากสภาพปิดบังซ่อนเร้นที่เป็นอยู่ เพิ่มมากขึ้นทุกที แต่ความรักและความกลัวการสูญเสียก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจลำบาก ดังนั้นนอกเหนือจากพ่อแม่และตัวอย่างชีวิตของลีลา การตัดสินใจของสาลินยังได้รับการกระตุ้นจากคำพูดของลดา เพื่อนรัก ที่ว่า “ลินมีค่าและรู้ค่าของตัวเองดีอย่าให้ใคร ‘เก็บ’ เธอไว้ ลินเป็นดาว ดาวจะต้องเปล่งแสงสุกใสอยู่บนท้องฟ้า ไม่ใช่มากลายเป็นก้อนดินธรรมดาอยู่ในอุ้งเมือของใคร” และจากคำพูดของ โดมินิก หนุ่มใหญ่ต่างชาติที่ว่า “… ชีวิตคนเราต้องก้าวไปข้างหน้า เรามีเวลาอยู่บนโลกใบนี้น้อยเต็มที การรีรอ
วนเวียนอยู่กับเรื่องบางเรื่องก็เหมือนกับการยอมให้เวลาในชีวิตเราถูกขโมยไป… มันสูญเปล่า…” คำพูดนี้ทำให้สาลินได้คิด เธอพบทางออกจากเขาวงกตและ “ไม่รู้สึกอ้างว้างโหยหาเหมือนที่เคยนึกกลัวไว้ล่วงหน้า กลับปลอดโปร่งเบาสบาย… สัมผัสได้ถึงความกว้างของท้องฟ้าเบื้องบนศีรษะและความไพศาลของพื้นพสุธาเบื้องล่าง… และไม่รู้สึกว่าได้ทำหัวใจหล่นหาย หากรู้สึกว่าได้ตัวตนเก่าๆ และเวลาที่เป็นของตนเองกลับคืนมา… จริงแล้ว! … ชีวิตของมนุษย์นี้สั้นนัก เธอจะยินยอมให้ใครคนหนึ่งขโมยเวลาในชีวิตของตนเองต่อไปไย?… เกือบปีที่ผ่านมาน่าจะเพียงพอแล้ว…สำหรับการ…’ให้’!…”
งามสรรพ คือ “ดาว” อีกดวงหนึ่งที่ผู้แต่งพยายามสร้างขึ้นให้เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ แม้จะทำได้ไม่ชัดเจนนัก เธอเป็นเด็กสาวที่เติบโตในสังคมชนบท ท่ามกลางธรรมชาติ มีความคิดและความฝันบริสุทธิ์แบบเด็กๆ ในขณะที่มีความรู้เฉลียวฉลาด ผู้แต่งบรรยายความรู้สึกของภาทิศที่มีต่องามสรรพว่า “การได้พบปะ ใกล้ชิดกับเด็กสาวคนนี้ ได้ฟังคำพูดที่ฉลาดเฉลียว เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน วิธีการมองโลกและคนอย่างสดใสจริงใจราวกับว่ามันคือสิ่งใหม่ที่สดสะอาด กับดวงจิตที่อ่อนเยาว์และกระตือรือร้นนั้นเปรียบเสมือนหยาดน้ำใสสะอาดที่หลั่งลงชะผงตะกอนแห่งความขุ่นข้องที่ค้างคาอยู่ในใจเขาให้หายไปโดยไม่ได้ตั้งใจสักนิด… และสิ่งหนึ่งที่เขายังไม่ทันรู้สึกตัวก็คือ ทั้งตัวตนความคิดและวิญญาณที่บริสุทธิ์ของงามสรรพช่วยดึงเขาต่ำลงสัมผัสพื้นโลก สัมผัสธรรมชาติที่เป็น ‘ของแท้’ ” และ “… ทุกวินาทีที่ได้อยู่เคียงข้างเด็กคนนี้เขาช่างลืมไปเสียทุกอย่าง… การงานผู้คน สังคม… เครื่องปรุงแต่งจอมปลอมเหล่านี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง… ‘เปลือก’ ทุกชนิดหลุดออก เหลือเพียงตัวตนของเขาเท่านั้นที่สัมผัสกับโลกไร้มายา… และเขาก็ช่าง ‘รัก’ ลักษณาการเช่นนี้!… เป็นรักที่แตกต่างจากรักที่เขาเคยผ่าน เป็น ‘รัก’ ล้วนๆ ด้วยวิญญาณ ด้วยตัวตนที่ปราศจากสิ่งปรุงแต่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือ ภูมิความรู้…”
ในตอนนี้ผู้แต่งไม่สามารถทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของภาทิศเกิดจากการที่สาลินระเบิดอารมณ์ใส่เพียงหนเดียว เขาจึงผิดหวังมากจนต้องไขว่คว้าหาผู้หญิงคนใหม่ที่ต่างไปจากคนเดิมโดยสิ้นเชิง พร้อมกันนั้นก็ไม่ได้มีสิ่งใดเป็นแรงกดดันให้ภาทิศเกิดความเบื่อหน่ายสังคมจนหันเข้าหาความเรียบง่ายตามธรรมชาติ การเปลี่ยนพฤติกรรมของภาทิศจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้แต่งไม่ได้ปูพื้นฐานให้มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่เหมือนอย่างสาลินที่ผู้แต่งแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับแรงกดดันจนต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตใหม่ ผู้อ่านจึงเห็นพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจและพฤติกรรมในตัวละครนี้ชัดเจนกว่าตัวอื่น
ผู้แต่งให้เราเห็นความซับซ้อนในอารมณ์มนุษย์ผ่านตัวละครที่ชื่อสาลินอีกครั้ง ด้วยการให้
สาลินพยายามเป็นผู้ชนะในเกมสลัดรักระหว่างเธอกับภาทิศ ทั้งๆ ที่เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกกับ
ภาทิศหากความสัมพันธ์ของเธอและเขายังไม่คืบหน้าไปจากเดิม ความทะนงในตนเองทำให้เธอคิดว่าความสัมพันธ์จืดจางด้วยเหตุที่ภาทิศเสียดายความเป็นโสด เธอจึงไม่เคยคิดว่าภาทิศจะมีผู้หญิงอื่น… ซึ่งไม่มีคุณสมบัติใดเทียบเท่าเธอได้ เมื่อรู้ความจริง ความคั่งแค้นอับอายทำให้ความหลงไหลในตัวเองเหือดแห้งไปสิ้น และความไม่เคยเป็นผู้แพ้ทำให้เธอไม่ยอมรับสภาพที่ภาทิศทิ้งเธอไปรักผู้หญิงอื่นๆ ” ‘ฉันจะยอมละหรือ’… สาลินถามกับตัวเอง… ‘จะถอยออกมาอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกและกลายเป็นผู้แพ้ ยอมให้ชายหนึ่ง ‘ใช้’ เธอ ดูดดื่มความสุข ฉกฉวยประโยชน์จากร่างกายและความรักของเธอไป โดยไม่เสียอะไรสักอย่าง…’ ” เธอจึงขัดขวางความรักครั้งใหม่ของเขา เพียงเพื่อต้องการเอาชนะ ต้องการเป็นฝ่ายทิ้งเขา ไม่ใช่เป็นฝ่ายถูกทิ้ง และด้วยอุปนิสัยพอใจสิ่งที่เลอเลิศที่สุด ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงานกับมหาเศรษฐีชาวต่างประเทศ และใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมชั้นสูงของต่างประเทศตามที่เธอใฝ่ฝัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเธอก็ได้บทเรียนชีวิตที่พบว่า ความนับถือ ความศรัทธา เป็นสิ่งที่ผูกพันที่เหนียวแน่นกว่าความเสน่หาและความลุ่มหลง ส่วนงามสรรพแม้จะได้รับรู้ว่าภาทิศหมดพันธะจากคนรักเก่า เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่หวนไปหาความรักครั้งแรกอีก เพราะได้รู้เสียแล้วเขาเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว แม้จะมีคุณสมบัติชั้นยอดแต่เขาก็ไร้คุณธรรม
ข้อบกพร่องที่มีอยู่ของนวนิยายเรื่องนี้นอกจากเรื่องภาษาในบางที่ เช่น ชื่อเล่นของสาลิน บางทีใช้ ลิน บางทีใช้ลินน์ เป็นต้น การให้สาลินแต่งงานกับฝรั่งและงามสรรพเปิดใจรับพิจารณาคีตา เป็นการพยายามให้เรื่องลงเอยด้วยดีตามแบบนวนิยายไทยทั่วไป เพราะการแต่งงานการมีคู่ใหม่หลังการพลาดรักครั้งแรกไม่น่าจะเป็นเพียงทางออกเดียวของผู้หญิงที่จะประกาศศักดิ์ศรีทางเลือกชีวิตของเธอ นอกจากนี้น้าโชคก็ดูจะเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเป็นผู้ช่วยนางเอกเกินไป การที่ภาทิศฝากที่ติดผมเพชรให้น้าโชคไปให้งามสรรพที่เมืองนอกเพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกรักเขาหรือไม่ ก็ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อไปหน่อย แม้ผู้แต่งจะมีจุดประสงค์ให้น้าโชคเลิกผลักดันทางเลือกให้หลานสาว ปล่อยให้เธอเลือกเองก็ตาม อย่างไรก็ดีภาพรวมของนวนิยายเรื่องนี้ก็มีเอกภาพและไม่ทิ้งรายละเอียด
นวนิยายเรื่องนี้เตือนใจผู้หญิงให้ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง จุดอ่อนของผู้หญิงอยู่ที่ความรัก บ่อยครั้งที่อำนาจแห่งความรักทำให้ผู้หญิงยอมลดศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เพื่อผู้ชายที่เธอรัก แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วก็ไม่เคยมีมนุษย์คนใดยอมรับสภาพความไร้ศักดิ์ศรีได้ตลอดไป ทำอย่างไรเล่าที่ผู้หญิงเราไม่ต้องบาดเจ็บเสียก่อนจะเรียนรู้ความจริง.

เมื่อพูดถึงงานวรรณกรรม เรามักจะแบ่งกันอย่างหยาบๆ เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ งานวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้อ่านกลุ่มใหญ่ ซึ่งในที่นี้ผมขอเรียกว่าวรรณกรรมแนวนิยม กลุ่มที่ 2 ได้แก่ งานวรรณกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อเสนอความคิดและอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นเนื้อแท้ที่นักเขียนมีต่อโลก ชีวิต และสังคม ในลักษณะของงานซึ่งเป็นศิลปะบริสุทธิ์ มักเรียกกันว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์
การแบ่งกลุ่มวรรณกรรมด้วยวิธีนี้ สร้างภาพที่เป็นมายาคติขึ้นในใจผู้อ่านว่า งานวรรณกรรมกลุ่มแรกไม่ต่างจากงานฝีมือที่แม้จะสวยงามลงตัวเพียงไร ก็ไม่อาจเทียบชั้นกับวรรณกรรมกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นศิลปะบริสุทธิ์ได้
ไม่แต่นักอ่านเท่านั้น นักเขียนที่สร้างสรรค์งานในปัจจุบันก็มองภาพตัวเองในลักษณะแบ่งแยกกันชัดเจน นักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์มักปรากฎตัวในฐานะของศิลปิน ขณะที่นักเขียนกลุ่มวรรณกรรมแนวนิยมมักจะไม่มีภาพของศิลปินปรากฎให้เห็นมากนัก
นี่คือภาพที่เราเชื่อมาตลอด แต่ในความเป็นจริง การจะตัดสินงานวรรณกรรมชิ้นหนึ่งๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ?
ประเภทของงานเขียน สนามที่ลงตีพิมพ์ เพศของนักเขียน รวมไปถึงแนวการทำงานของนักเขียนคนนั้น ซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นหน้าฉาก ทำให้หลายคนแบ่งแยกกลุ่มของงานวรรณกรรมออกจากกัน โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาหรือลงลึกถึงคุณค่าของงานเลยแม้แต่น้อย เพราะหากตัดสินกันที่เนื้องานจริงๆ แล้วบ่อยครั้งที่พบว่างานเขียนที่มีรูปลักษณ์คล้ายวรรณกรรมแนวนิยม ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรแปลกใหม่ในเชิงสร้างสรรค์อยู่เลย กลับเป็นงานที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในด้านของการสร้างสรรค์ มากกว่างานวรรณกรรมสร้างสรรค์หลายๆ เรื่อง ขณะที่งานเขียนซึ่งเราเรียกว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์จำนวนมาก เมื่อดูกันจริงๆ กลับมองไม่เห็นการสร้างสรรค์ที่แท้จริงใดๆ และที่มากกว่านั้น เมื่อคุณค่าทางด้านความงามกลายเป็นสิ่งที่นักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญ เพราะหลงคิดว่าความงามเป็นเรื่องของช่างฝีมือมากกว่าศิลปิน งานวรรณกรรมชิ้นนั้นๆ ยิ่งกลายเป็นแค่งานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งไม่อาจเข้าไปประทับอยู่ในใจผู้อ่านได้เลย
หลายปีที่ผ่านมา มีนักเขียนกลุ่มวรรณกรรมแนวนิยมเป็นจำนวนไม่น้อยที่พยายามยกระดับให้กับงานเขียนของตนเอง โดยสร้างสรรค์งานที่มุ่งเน้นความคิดที่แปลกใหม่และสอดคล้องไปกับบริบทของสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคมในระดับต่างๆ แต่ด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องแนวขนบ และการวางโครงสร้างเรื่องแบบเดิม ทำให้คุณค่าของงานวรรณกรรมเหล่านี้ถูกมองข้ามด้วยกำแพงที่ก่อขึ้นอย่างหยาบๆ ระหว่างวรรณกรรมแนวนิยมกับวรรณกรรมสร้างสรรค์
กฤษณา อโศกสิน, ว. วินิจฉัยกุล, ทมยันตี และ โบตั๋น คือแถวหน้าของนักเขียนที่มีภาพของนักเขียนวรรณกรรมแนวนิยมอย่างเด่นชัด แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา นักเขียนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเองโดยการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าเหนือกว่างานของนักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์เป็นจำนวนมาก ขณะที่พลังของนักเขียนกลุ่มวรรณกรรมสร้างสรรค์กำลังถดถอย นักเขียนกลุ่มแนวนิยมกลับกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ นักเขียนกลุ่มแนวนิยมนั้นมีพื้นฐานด้านวรรณศิลป์สูงกว่านักเขียนกลุ่มสร้างสรรค์ ซึ่งมักให้ความสำคัญกว่าความคิดและรูปแบบการนำเสนอ มากกว่าที่จะสร้างพื้นการเขียนที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นมาให้กับตัวเองเสียก่อน ซึ่งที่จริงแล้ว การทำงานศิลปะทุกสาขาจะต้องเริ่มจากการฝึกฝนฝีไม้ลายมือในศิลปะสาขานั้นๆ จนเกิดความชำนาญ และเชี่ยวชาญในเครื่องมือที่ตัวเองใช้จนเครื่องมือกับร่างกายสัมพันธ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน สำหรับนักเขียนแล้วเครื่องมือที่สำคัญที่สุดก็คือภาษา และนักเขียนที่ฝึกฝนการใช้ภาษาในการสร้างสรรค์งานวรรณศิลป์จนแม่นยำ ก็คือผู้ที่ได้ชื่อว่า “นายภาษา” นั่นเอง
ในกลุ่มแนวนิยม แม้จะดำรงอยู่ด้วยนักเขียนซึ่งเป็นเสาหลักเพียงไม่กี่คน แต่นักเขียนที่เกิดขึ้นใหม่ก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ นักเขียนเหล่านี้มักเกิดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ก่อนที่ชื่อจะค่อยๆ เป็นที่รู้จักและยอมรับกันในกลุ่มผู้อ่านวรรณกรรมแนวนี้ จนในที่สุด หลายคนกลายเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่ต้องรู้จัก เมื่องานของเขาและเธอได้รับคัดเลือกให้จัดทำเป็นละครโทรทัศน์ แน่ล่ะ ความสำเร็จของนักเขียนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแน่นอน
ปิยะพร ศักดิ์เกษม เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าที่จะก้าวขึ้นมาถึงวันนี้ ในระดับของนักเขียนซึ่งสามารถยืนเคียงบ่าเคียงใหล่กับนักเขียนรุ่นพี่ได้อย่างภาคภูมิ จนหลายคนมองว่าเธอคือความหวังใหม่ของนักเขียนกลุ่มแนวนิยมซึ่งจะเป็นตัวตายตัวแทนให้กับบรรดานักเขียนที่เป็นเสาหลักของงานวรรณกรรมแนวนี้ได้
และถ้าเราพังกำแพงที่ก่อขึ้นหยาบๆ ลงจะเห็นชัดว่างานเขียนมากมายหลายชิ้นของเธอเป็นมากกว่างานวรรณกรรมแนวนิยมที่คุ้นเคยกันดี แต่ได้ก้าวข้ามแนวกำแพงมาสู่การเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ แบบที่นักเขียนแนววรรณกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลายจะต้องหันมามองด้วยความใส่ใจ และทบทวนการทำงานที่ผ่านมาของตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งว่า การสร้างสรรค์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
บนเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา นอกจากผลงานของเธอจะได้รับการยอมรับจากผู้อ่านเป็นจำนวนมากแล้ว นวนิยายหลายเรื่องของเธอยังได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติคือ รางวัลชมเชยจากเรื่อง “ทรายสีเพลิง” ในปี 2537, “รากนครา” ในปี 2541 รางวัลดีเด่นจากเรื่อง “ใต้เงาตะวัน” ในปี 2542 และในปีนี้ “รากนครา” ยังเป็นหนึ่งในนวนิยาย 6 เรื่องสุดท้ายที่เข้าชิงรางวัลซีไรท์ประจำปีนี้อีกด้วย *
“รากนครา” เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องราวย้อนหลังไปเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ยุคที่ประเทศตะวันตกแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกเพื่อช่วงชิงกันเป็นเจ้าของอาณานิคมในดินแดนต่างๆ ในช่วงเวลานั้นสยามถูกบีบจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ คืออังกฤษกับฝรั่งเศษ ซึ่งมีพื้นที่ในการปกครองครอบคลุมทั่วโลก ไม่ต่างจากโดมิโนที่กำลังล้มไล่กันมาตามลำดับใกล้จะมาถึงสยามเต็มที ขณะเดียวกัน สยามก็กำลังมีปัญหากับหัวเมืองที่ยังคงปกครองตัวเอง และต้องการมีอิสระไม่ต้องขึ้นต่อสยามอีกต่อไป
สถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้เองที่ทำให้แผ่นดินที่ดูสงบเย็นแห่งดินแดนล้านนาคุกรุ่นขึ้นด้วยเพลิงแห่งความขัดแย้งทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความคิด
ภายในความนิ่งที่เห็นเป็นภาพปรากฏมีความเคลื่อนไหวของพลังการต่อสู้อันเร่าร้อนรุนแรงของผู้คนซึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อชาติ แม้แต่ชีวิตก็ยอมอุทิศเพื่อรักษาผืนแผ่นดินที่ตนเองหวงแหนเอาไว้ให้ได้…ซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ
ภาพการต่อสู้ในหลายระดับ ถูกเปรียบกับการเดินหมากบนกระดานหมากรุก ราวกับว่านี่คือ เกมที่ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบและสมาธิในการเล่นอย่างยิ่ง เดินพลาดเพียงครั้งเดียว หมากทั้งกระดานอาจจะไม่มีหลงเหลืออีกต่อไปได้
ปิยะพร แสดงภาพเปรียบนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน โดยตอกย้ำอยู่หลายครั้งหลังจากที่เรื่องดำเนินผ่านช่วงแนะนำตัวละครซึ่งเปรียบเทียบเสมือนหมากแต่ละตัวบนกระดานจนครบทุกตัวแล้ว เช่น
“เมื่อหมากมันเดินเข้ามาให้เรากินอย่างนี้ เราจะไม่กิน แล้วไปเริ่มใหม่ทำไมกัน…” (หน้า 172)
“…คิดหมากล่วงหน้าและดักหลังเสียหลายตาด้วยหมายกินสองต่อจนหลงลืมแนวทางป้องกันตน…” (หน้า 397)
“…หมากการเมืองที่ เจ้าหลวงแสนอินทะ วางไว้กำลังมีข่องโหว่ให้เขาเดินเข้ากินสองต่อ…” (หน้า 451)
และ “…การเดินหมากพลาดเพียงตาเดียวก็แพ้ทั้งกระดาน…” (หน้า 397)
ด้วยโครงสร้างของเรื่องที่ซับซ้อน ปิยะพร ชี้ให้เห็นว่า เกมนั้นไม่เพียงแต่ถูกเล่นในระดับความขัดแย้งระหว่างเมืองต่อเมือง ในระดับตัวบุคคล เกมก็ถูกเล่นอยู่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราสามารถแบ่งระดับของเกมจากใหญ่ไปเล็กได้ดังต่อไปนี้
เกมระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคมกับเมืองใหญ่น้อยที่เป็นเป้าหมาย
เกมระหว่างเมืองเล็กเมืองน้อยด้วยกันเองที่แย่งชิงกันเป็นใหญ่ในพื้นที่อาณาบริเวณนั้น
เกมระดับชนชั้นนำภายในเมืองที่แก่งแย่งกันขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุด ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด กุมชีวิตทุกคนที่อยู่ในปกครองไว้แต่เพียงผู้เดียว
เกมชีวิตที่ทุกคนเล่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความรัก หรือสิ่งใดก็ตาม
“รากนครา” ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครหลัก 2 ตัว เปรียบได้กับหมาก 2 ตัวบนกระดานการเมือง แต่ที่เกมๆ นี้ต่างจากเกมอื่นๆ ก็เพราะมันเป็นเกมที่หมากทุกตัวมีชีวิตจิตใจ และมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
แม้นเมือง คือตัวละครที่เกิดมาโดยถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าชีวิตของเธอเป็นของแผ่นดินถิ่นเกิด คนเราทุกคนเกิดมาโดยมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบยิ่งอยู่ในฐานะที่สูงส่งมากเท่าไร หน้าที่ที่ต้องแบกรับยิ่งต้องมีมากขึ้นเท่านั้น และเพราะเหตุนี้เอง เธอจึงยอมอุทิศทุกอย่างเพื่อแผ่นดินได้เสมอ
ในขณะที่ มิ่งหล้า คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นให้เป็นด้านตรงข้าม เธอเป็นหญิงสาวที่มีความสำคัญสูงสุดของเชียงเงิน แม้ว่าเธอจะเป็นน้องแต่เมื่อแม่ของ แม้นเมือง เสียชีวิต เธอซึ่งเกิดกับเจ้านางหลวงคนใหม่ จึงถูกส่งให้อยู่ในตำแหน่งเหนือกว่า แม้นเมือง หนึ่งขั้นเสมอ
แม้นเมือง กับ มิ่งหล้า คือตัวละครที่ทำให้เราเห็นการปะทะกันทางความคิดและการดำเนินชีวิตได้อย่างเด่นชัด ขณะที่ แม้นเมือง ยอมทำทุกอย่างตามที่พ่อและพี่ชายของเธอสั่ง เพราะเธอเชื่อว่า นั่นคือหนทางที่จะให้เชียงเงินมีอิสระอย่างแท้จริงได้อีกครั้ง มิ่งหล้า กลับเลือกที่จะปฏิเสธถ้าสิ่งที่เธอได้รับมอบหมายให้ทำนั้นเป็นไปด้วยความฝืนใจ
อย่างไรก็ตาม สุดท้าย ทั้ง แม้นเมือง และ มิ่งหล้า ก็ไม่อาจหนีพ้นคำสั่งที่ส่งลงมาถึงพวกเธอได้ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเพียงใด เธอทั้งสองก็เป็นแค่หมากที่ถูกจับเดินเพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น
คำว่า “รากนครา” อันเป็นชื่อเรื่องหมายความถึงรากที่หยั่งลึกลงสู่ผืนแผ่นดินเพื่อค้ำจุนบ้านเมืองให้ดำรงอยู่ เพื่อให้ภาพนี้ชัดเจนขึ้น บุคลิกของ แม้นเมือง จึงถูกสร้างขึ้นตามแบบฉบับของวีรสตรีในอุดมคติ ผู้ไม่เคยนึกทำอะไรเพื่อตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งความรักที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอถูกส่งตัวไปเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบ้านพี่เมืองน้อง เธอก็ยังบอกกับตัวเองว่า มันเป็นเพียงหน้าที่ที่เธอต้องทำเช่นนั้น ความสุขที่เธอได้รับมาเป็นเพียงความบังเอิญ มิได้เกิดจากการดิ้นรนเพื่อให้ได้มันมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ตรงข้ามกับภาพของ มิ่งหล้า ตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างยิ่ง เธอเป็นหญิงสาวที่คิดถึงแต่ตัวเอง มุ่งแต่จะเอาชนะ ไม่รู้จักการเสียสละ และเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา เธอยอมที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงทุกอย่างโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ก้าวเดินในชีวิตของตัวละครแต่ละตัวจะถูกกำหนดด้วยตัวละครผู้เป็นเสมือนผู้เดินหมาก แต่ผู้เดินหมากก็ใช่ว่าจะมีอำนาจควบคุมเกมบนกระดานได้ทั้งหมด ตลอดทั้งเรื่อง ปิยะพร สร้างภาพรางๆ ของมือที่ยากจะมองเห็น ซึ่งกุมชีวิตทุกชีวิตเอาไว้ให้เราได้หยั่งถึงเสมอสิ่งนั้นก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า “ชะตากรรม”
แท้ที่จริง การขึ้นสู่จุดสูงสุดของมิ่งหล้า อาจเป็นเพียงสิ่งที่ชะตากรรมกำหนดขึ้น เพื่อให้เธอเป็นผู้ที่ถูกพ่อและพี่ชายส่งตัวไปถวายให้กับกษัตริย์เมืองมัณฑ์ เมืองที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับสยามในเวลานั้น และต้องพบกับเคราะห์กรรมราวกับตกนรกในที่สุด
เช่นเดียวกับการยืนอยู่ในฐานะรองของแม้นเมือง ก็เพื่อให้เธอถูกส่งไปใช้ชีวิตอยู่กับ เจ้าน้อยศุขวงศ์ หนุ่มนักเรียนนอก ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเธอให้กลายเป็นคนใหม่ที่มองเห็นโลกได้กว้างขึ้นกว่าที่เคยเห็นมาตลอดทั้งชีวิต
และที่สำคัญที่สุด เขาคือคนที่เธอมอบหัวใจให้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
สายลมแห่งชะตากรรมยังไม่หยุดพัดพา ความรักที่เกิดกับ แม้นเมือง ได้นำเราไปสู่ประเด็นความขัดแย้งในระดับสุดท้ายที่ลึกซึ้งและมีความสูงสุดของเรื่อง นั่นคือความขัดแย้งภายในตัวละครเอง
เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง แม้ เจ้าน้อยศุขวงศ์ จะทำให้ แม้นเมือง ประจักษ์ว่านโยบายแข็งกร้าวที่เชียงเงินใช้มาตลอดนั้นจะนำมาซึ่งความพินาศของบ้านเมือง แต่เธอก็ยังยึดมั่นในหน้าที่ของคนที่เกิดมาบนแผ่นดินเชียงเงิน ซึ่งจะต้องทำตามคำสั่งของผู้ที่อยู่เบื้องบนอย่างไม่มีข้อบิดพริ้ว
นอกจากความเชื่อทางการเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว ภายในจิตใจของ แม้นเมือง ยังมีความขัดแย้งที่มากกว่านั้น ถ้าต้องเลือกระหว่างความรักที่เธอมีต่อ เจ้าน้อยศุขวงศ์ กับความรักต่อผืนแผ่นดินถิ่นเกิด เธอจะทำอย่างไร? นี่คือคำถามที่ แม้นเมือง ไม่อยากตอบ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว เธอก็ต้องหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้
เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือก ท้ายที่สุด แม้นเมือง ได้ใช้ความกล้าหาญหาทางออกให้กับทุกคนด้วยการเสียสละที่ยิ่งใหญ่และสง่างามที่สุด เป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอจะให้กับคนรัก น้องสาวอันเป็นที่รัก และบ้านเกิดเมืองนอนได้ เป็นตอนจบของเรื่องที่หมดจดงดงาม และน่าประทับใจ
และเมื่อถึงจุดนี้ ผู้ที่ชนะในเกมนี้อย่างแท้จริง กลับเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยขยับหมากบนกระดานเลยแม้แต่ครั้งเดียวอย่าง แม้นเมือง บางทีนี่อาจเป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แต่แรกก็ได้
เกมทุกเกมต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ สิ่งที่ ปิยะพร บอกผ่านความคิดของตัวละครอย่าง เจ้าน้อยศุขวงศ์ มาตลอดคือ การต่อสู้ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองมากเกินไปจนไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นวิถีการต่อสู้ที่ไม่ต่างจากการพาตัวเองมุ่งหน้าเข้าหาพายุร้าย ในขณะที่การต่อสู้ด้วยวิธีที่นุ่มนวล ยอมปรับเปลี่ยนบางอย่าง เพื่อรักษาแผ่นดินและดวงจิตอันแท้จริงของชาติไว้ จะหาให้คนทั้งแผ่นดินผ่านพ้นจากพายุที่โหมกระหน่ำได้
ไม่แต่ในระดับชาติเท่านั้น ในระดับบุคคล การต่อสู้แบบอ่อนนอกแข็งในที่ แม้นเมือง ใช้ ก็เป็นการต่อสู้ที่น่ายกย่องยิ่งกว่าการต่อสู้แบบแข็งนอกอ่อนในที่ มิ่งหล้า ใช้มาโดยตลอดหลายเท่านัก
ถ้าในโลกนี้เต็มไปด้วยเกมการต่อสู้ในหลายระดับชั้นอย่างที่ ปิยะพร ศักดิ์เกษม เสนอไว้ใน “รากนครา” จริงแล้ว สำหรับเกมวรรณกรรมล่ะ เกมนี้ นักสู้ทั้งหลายจะใช้วิธีการเดินหมากแบบไหนกันดี? อ่อนหรือแข็ง ลงรากให้ลึก หรือดันทุรังกันไปอย่างที่เป็นอยู่ ช่วยตอบกันหน่อยเถอะครับ
จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

* ต้นฉบับชั้นนี้เขียนขึ้นล่วงหน้าก่อนการประกาศผลซีไรท์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2543

ในการคบหารู้จักผู้คนนั้น มีสำนวนจีนอยู่สำนวนหนึ่งที่มาจากวรรณกรรมบู๊ลิ้ม นั่นก็คือสำนวนที่ว่า “คบคนรู้หน้าไม่รู้ใจ” หรือแม้ในสำนวนไทยเองก็มีสุภาษิตเตือนเรื่องการไว้วางใจคนอยู่เช่นกัน คือ “ช้างสารงูเห่า ข้าเก่าเมียรัก” ตลอดจนในวรรณคดีไทยก็มีวรรคทองที่สำคัญให้สติในเรื่องนี้มากมาย อาทิ พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ ก็มีกลอนที่ท่องกันได้ขึ้นใจว่า….แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์แม้แสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนดถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลดก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคนทั้งนี้คำสอนทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนั้น มิได้มีเจตนาสั่งสอนให้ผู้คนเอาแต่เฝ้าหวาดระแวงแคลงใจหรือจ้องจับผิดกัน หากแต่เป็นการให้ระมัดระวังด้วยความไม่ประมาท เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหาย เสียดาย และเสียใจภายหลังนวนิยายเรื่อง ใต้เงาตะวัน ที่เขียนโดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความลึกล้ำเหลือกำหนดของจิตใจมนุษย์ ที่เกิดขึ้นเพราะองค์ประกอบ 3 ประการในตัวมนุษย์ทุกคน นั่นก็คือประการที่หนึ่ง คือ สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริง ประการที่สอง คือ สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งแสดงออกมา-บุคลิกภาพ และประการที่สามสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งถูกมองเห็น เป็นความรับรู้และเข้าใจหรือไม่เข้าใจของคนอื่น ๆ เป็นภาพลักษณ์โดยที่ทั้ง 3 ประการนั้น อาจไม่สอดคล้องต้องตรงกันเลยก็ได้ กล่าวคือ คนคนหนึ่งมีตัวตนเป็นแบบหนึ่ง แต่กลับแสดงออกอีกแบบหนึ่งที่ไม่ตรงกับที่เขาเป็นจริง ๆ แล้วถูกมองเห็น รับรู้และเข้าใจโดยคนรอบข้างไปอีกแบบหนึ่ง และองค์ประกอบทั้ง 3 ประการนั้นมีความสัมพัทธ์สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น มีอิทธิพลต่อชีวิตหนึ่งเป็นอย่างยิ่งตัวละครสำคัญแทบทุกตัวในนวนิยายเรื่องนี้ ล้วนแล้วตกอยู่อยูภายใต้เงื่อนไขของความลงรอยและไม่ลงรอยขององค์ประกอบ 3 ประการนี้ในชีวิตของตนทั้งสิ้น ที่รู้ตัวก็มี ที่ไม่รู้ตัวก็มี ไม่ว่าจะเป็น กรณ์ กานต์ ปารีณา กลิกา วิลาวัณย์ เกรียง หรือแม้กระทั่ง เกียรติเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ของกรณ์กับปารีณา ที่เป็นเรื่องของ ภาพลักษณ์ ที่แต่ละคนเห็นของกันและกัน ฝ่ายกรณ์เห็นตัวตนที่แท้จริงของปารีณามากกว่าที่ปารีณาจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของกรณ์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อกันจึงแตกต่างกัน และส่งผลทางใจต่อกันในลักษณะที่แตกต่างกันไปด้วยกรณ์นั้น อาจกล่าวได้ว่า การแสดงออกหรือ บุคลิกภาพ ของเขาเป็นไปเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกทางใจที่มีต่อทั้งเกียรติผู้พ่อและปารีณาผู้น้อง ซึ่งเป็นที่รักของเขาทั้งคู่ ภาพลักษณ์ ของกรณ์ที่คนอื่นมองเห็นนั้นก็ไม่ได้แตกต่างหรือผิดไปจากบุคลิกภาพที่แสดงออกสักเท่าใด ซึ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงทั้งหมดที่กรณ์เป็น บุคคลที่มองเห็นทะลุถึงรูปทองของพระสังข์ที่ชื่อกรณ์นั้นมีเพียงคนเดียว คือ ฉาย ผู้วายชนม์ด้วยปมปริศนาในตอนต้นเรื่องนอกเหนือไปจากองค์ประกอบทั้ง 3 ประการในชีวิตมนุษย์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งอื่นที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคาดหวัง ทั้งความคาดหวังที่ตนเองมีต่อตนเอง และความคาดหวังที่คนอื่นมีต่อตนเอง สิ่งนี้จะไปกำกับองค์ประกอบ 2 ประการ ซึ่งดูเหมือนจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า คือบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ ในขณะที่องค์ประกอบอีกประการนั้น น่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า นั่นก็คือ ตัวตนที่แท้จริง เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวตนที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ มากมายด้วยการยอมรับ ความคาดหวัง ที่มีต่อตนเองทั้งสองแบบของกานต์ การพยายามที่จะรักษา ภาพลักษณ์ อันงดงามสมบูรณ์แบบของตน กานต์จึงเพียรสร้าง บุคลิกภาพบางอย่างโดยที่ตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นหาได้เป็นดังนั้นไม่ โศกนาฏกรรมอันไม่น่าจะเกิดจึงเกิดขึ้นเช่นเดียวกับ ปารีณา ที่ถูกหล่อหลอมมาในรูปลักษณ์คล้ายกัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอจึงเป็นการหล่อหลอมและปรับเปลี่ยนให้เกิดความสมดุลกันขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการนั้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องผ่านความเจ็บปวดและสูญเสียแทบจะเกินรับไหวนวนิยายเรื่อง ใต้เงาตะวัน นี้กำลังชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับชีวิตตนเองว่า จะใช้ชีวิตอย่างไร และควรให้ความสำคัญในแต่ละองค์ประกอบของชีวิตอย่างไร ควรเป็นตัวของตัวเองจนถึงขั้นไม่ต้องสนใจใคร หรือควรเป็นอย่างที่ใครต่อใครคาดหวังมาดหมายให้ป็นอย่างที่กานต์และปารีณาเป็น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็สุดโต่งทั้งคู่การเป็นในอย่างแรกคือการเห็นแต่ตัวเองโดยไม่เห็นหัวใคร ในขณะที่การเป็นในอย่างหลังคือการสูญเสียตัวตนไปจนหมด และทั้งสองอย่างก็ไม่นำความสงบสุขในชีวิตมาให้ เพราะอย่างแรกย่อมต้องขัดแย้งมีปัญหากับคนอื่นตลอดเวลา และอย่างหลังย่อมต้องอึดอัดขัดข้องใจและฝืนความรู้สึกตนเองไม่วายเว้นเช่นกันถึงที่สุดแล้ว ทางที่เหมาะที่ควรก็คือ ทางสายกลาง เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น แต่จะต้องอยู่ในความพอดีที่จะไม่เป็นการเบียดเบียนทำร้ายคนอื่นทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว พูดง่ายแต่ทำยากนอกจากนี้ในอีกมุมหนึ่ง นวนิยายเรื่องนี้กำลังชี้แนะให้เห็นถึงวิธีการ มองคนอื่นว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ และสิ่งที่ใช่อาจไม่เห็น ก็เป็นได้ รวมไปถึงการสรุปและคาดหวังต่อบุคคลอื่นด้วย ซึ่งทำให้โยงไปได้ถึงเรื่องราวของกระบวนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่มีทั้งการสัมพันธ์กับตนเองและสัมพันธ์กับผู้อื่น อันเป็นเรื่องราวที่สลับซับซ้อนยิ่งดังที่การมองของปารีณาได้เห็นกรณ์ในระยะแรก กับการมองและได้เห็นในระยะหลังนั้นแตกต่างกัน จนอาจกล่าวได้ว่า แรกทีเดียวนั้น ปารีณา มองไม่เห็นกรณ์ เพราะมองอย่างฉาบฉวย ต่อเมื่อได้เพ่งพินิจในภายหลังแล้วจึงได้ มองเห็น ในขณะที่ทุกคนที่แวดล้อมกานต์อยู่ก็กลับ มองไม่เห็น กานต์เอาเสียเลย แม้แต่กรณ์ผู้น้องที่แสนจะรักพี่ชายที่ชื่อกานต์คนนี้ปัญหาเรื่องการ มอง นี้ มิได้เกิดจากปัจจัยเดียว เพราะมันขึ้นอยู่กับมุมมองหรือวิสัยทัศน์ของผู้ที่เป็นฝ่ายมองกับการแสดงออกของผู้ที่ถูกเฝ้ามองด้วย นอกจากนั้นแล้วยังมีปัจจัยอะไรอื่นอีกตั้งมหาศาลมามีอิทธิพลมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไปมนุษย์เราไม่สามารถรู้จักคนคนหนึ่งได้ในทุกเหลี่ยมทุกมุมของเขา และไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่สามารถเปิดกว้างจนแสดงตัวตนของตนเองได้ในทุกเหลี่ยมทุกมุมที่ตัวเองมีอยู่ นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์จะเลือกสรรการแสดงพฤติกรรมในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตลอดเวลา ในลักษณะเฉพาะคน เฉพาะบางเหลี่ยมบางมุม ซึ่งคนที่คบหาด้วยบางคน (ส่วนใหญ่จะน้อยคน) เท่านั้นที่จะได้รู้เหลี่ยมมุม ที่ถึงที่สุดแล้วก็กล่าวได้เพียงแค่ว่าหลากหลายเท่านั้นใต้เงาตะวัน เป็นนวนิยายที่อ่านสนุกมาก และมีเหลี่ยมมีมุมให้ค้นหาขบคิดได้ไม่น้อยใน
รายละเอียด ด้วยการผูกปมในลักษณะของนวนิยายสืบสวนสอบสวน ที่มีความซับซ้อนผูกร้อยในเรื่องสูงมาก และผู้เขียนก็ใส่ใจในรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว กระทั่งชื่อของตัวละครอย่าง ปารีณา และ ปริมา ก็สามารถทำให้เป็นเงื่อนปมได้หรือแม้แต่กรณีชื่อ กรณ์ และ กานต์ ในภาษาอังกฤษ ที่สุดท้ายก็กลายเป็นเงื่อนปมหลักฐานอันหนึ่งในการชี้ความผิดของผู้ร้าย มิหนำซ้ำยังซ้อนปมปัญหาหัวใจของกรณ์กับปารีณา ปัญหาครอบครัวของกลิกาเข้าไปอีก ยิ่งทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีหลากรสอันล้วนแต่เร้าใจ ชวนให้ติดตามอ่านอย่างวางไม่ลง รวมถึงชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ที่จัดอยู่ในชั้นแพรวพราวอีกด้วยตลอดทั้งเรื่อง ผู้เขียนมักใช้ความเปรียบที่อ้างอิงถึงดวงตะวัน อันสอดคล้องกับชื่อเรื่อง ซึ่งเป็นผลให้ความเปรียบนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ต้องตีความ และผู้เขียนก็ได้ให้ความหมายไว้อยู่ในเรื่องมากกว่าหนึ่งแห่งในเนื้อหาว่า ดวงตะวันที่ฉายแสงแรงร้อนให้ความสว่างแก่โลกนั้น มิได้สุกสว่างไปทั่วหมดทั้งดวง หากแต่มีเงามืดที่เรียกว่า “จุดดับบนดวงอาทิตย์” อันเป็นผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อยู่ด้วย หากแต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทั้งเนื่องมาจากความสว่างจัดจ้าของแสงตะวันนั้นเองที่เปล่งมาบดบังเงามืดนั้น และทั้งเนื่องมาจากระยะห่างที่ไกลโพ้นจนเกินขีดความสามารถในการมองเห็นจุดนี้เองที่นำมาเปรียบให้เห็นถึงการมองบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติโดดเด่นอย่างยิ่งสักคน (ยังไม่ตัดสินเรื่องดีงาม) ที่มักจะเป็นการมองในลักษณะที่คุณสมบัติอันโดดเด่นนั้นกลบบังเงามืดของบุคคลคนนั้นไปเสียสิ้นอีกทั้งหลายกรณียังเป็นการมองจากที่ไกล ๆ ด้วย จนบุคคลคนนั้นแทบจะเลิศลอยเหนือมนุษย์ ทั้งที่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง และสังคมไทยก็กำลังตกอยู่ในภาวะ ใต้เงาตะวัน เช่นนี้ด้วยเช่นกันลองสังเกตปรากฏการณ์ในสังคมดูเอาเถิด ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์เป็นฆราวาส ล้วนตกอยู่ในวังวนนี้ทั้งนั้น ที่เป็นปัญหาคาราคาซังแก้ไม่จบไม่สิ้นก็ค้างอยู่มากมายท่วมท้น และที่จะเป็นปัญหามาใหม่ก็กำลังตามมาเป็นพรวน อันเป็นผลจากการมองอะไรหยาบ ๆ ลวก ๆ และด้านเดียวทั้งนั้นที่สำคัญเป็นเรื่องของการหวังพึ่งคนอื่นมากกว่าพี่งตนเองทั้งสิ้นเสียด้วย โดยโยนภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตนเองต้องมีโดยตรงไปให้คนอื่น อย่างที่กานต์โยนไปให้กรณ์ และคาดหวังเอากับคนอื่นมากกว่าที่จะคาดหวังกับตนเองอย่างที่เกียรติคาดหวังกับกานต์ แถมคนถูกคาดหวังก็บ้าจี้ ปัญญาอ่อนเหมือนกานต์เอาเสียด้วย ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เพียรคิดใหม่ทำใหม่โกหกพกลมไปเรื่อย ๆ อยู่นั่นแล้ว มองไม่เห็น “จุดดับ” กันเสียที ทั้งที่มันตำตาอยู่ทนโท่ใต้เงาตะวัน สามารถจัดเป็นนวนิยายแนวสร้างสรรค์ก็ได้ จัดให้เป็นนวนิยายแนวพาฝันก็ได้ แต่ถึงจะได้ก็ไม่เต็มที่ จึงน่าจะจัดให้อยู่ในกลุ่มกึ่งพาฝันกึ่งสร้างสรรค์ ที่ปัจจุบันเริ่มมีปริมาณมากขึ้นทุกที โดยจะว่างานในรูปแบบและเนื้อหาแบบนี้หนักก็ว่าไม่ได้ ครั้นจะว่าเบาก็ไม่ได้ จะตัดสินให้เป็นเรื่องไร้สาระก็ไม่ได้ แต่จะบอกว่ามีสาระอันเข้มข้นก็ไม่ได้อีก
องค์ประกอบต่าง ๆ ในเรื่องจะอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่าง ความหนักหนาสาหัสทางสาระ กับความเบาหวิวปลิวอารมณ์
วรรณกรรมในลักษณะนี้น่าจะมีผลในการพัฒนาและเชื่อมโยงยกระดับการอ่านจากแนวพาฝันฉันรักเธอแต่เธอทรยศฉัน
มาเป็นแนวอื่นที่ให้ข้อคิดและสาระแก่ชีวิตที่เข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับได้เป็นอย่างดี…

โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ 
มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม