ตอนที่ 4. Jesus Christ Superstar

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
28 พ.ค. 2544
18:41 น. พี่(อา)รู้จักเรื่อง Jesus Christ Superstar จากหนังค่ะ เป็นหนังของ Universal ที่ทำให้ Robert Stigwood กับ Norman Jewison ดังระเบิดระเบ้อ ดังมากจริงๆ ค่ะ ทั้งตัวหนังทั้งเพลง…ดังขนาด “Titanic”ยุคนี้เลยละมัง พวกเราคงไม่มีโอกาสได้รู้สึกถึงความดังของมัน เพราะหนังเรื่องนี้ฉาย พี่ยังอยู่มัธยมต้นเลยค่ะ…สามสิบปีมาแล้ว…อิ อิ
แต่อย่างไรก็ตาม ตอนที่ฉายโรงนั้นพี่ไม่ได้ดูหรอกค่ะ พี่ยังเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนคาธอลิก ออกมาเที่ยวเล่นไม่ได้ง่ายๆ จนกระทั่งอยู่ปี4…ที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดฉายหนังเรื่องนี้รอบพิเศษหารายได้ทำอะไรก็ไม่รู้ลืมไปแล้ว และพี่ก็ได้ไปดูกับพี่เปีย(พี่เปียเคยดูหลายรอบแล้วตั้งแต่ฉายโรงค่ะ) พี่เพิ่งได้ดูเป็นครั้งแรก…ตื่นตะลึง! ชอบทั้งหนังชอบทั้งเพลง และนึกอยากดูละครเวทีขึ้นมาทันที…แต่สมัยนั้นก็ไกลเกินฝัน

ระยะสิบกว่าปีหลังที่พี่ได้ไปอังกฤษบ่อยๆ ก็พยายามติดตามข่าวทุกเที่ยวนะคะว่าจะมีการเปิดแสดงอีกครั้งที่ไหนบ้าง มาปี 1998 นี่แหละค่ะ ที่เขาเอากลับมาแสดงใหม่ เป็น New stage production แต่เวลาก็ไม่ลงตัวกัน เขาเปิดแสดงรอบแรกในลอนดอน 1 สัปดาห์หลังพี่กลับเมืองไทย และดูเหมือนว่าการกลับมาแสดงครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เปิดแสดงอยู่ในลอนดอนได้เพียง 1 ปีก็ต้องออกทัวร์ เจ้ากรรมอีกแล้ว…ปีถัดไปที่พี่ไป เซ้าธ์แธมป์ตัน ละครก็เพิ่งลาโรงไปสดๆ ที่เซ้าธ์แธมป์ตัน มีโรงละครเหมือนกันค่ะ มีละคร ดนตรี โอเปร่า บัลเลต์ เวียนมาแสดงให้ชาวเมืองดูทุกปี น่าอิจฉานะคะ อย่างพี่อยู่แค่ชลบุรี จะดูอะไรก็ต้องถ่อเข้ากรุงทุกครั้ง

เอาละเลิกบ่น…(เดี๋ยวพวกเราจะจับได้ว่าพี่เป็นยายแก่ขี้บ่น) เล่าต่อดีกว่า มาคราวนี้ ก่อนไปก็เช็คดูนะคะว่ามีละครใหม่เรื่องไหนเปิดแสดงที่ลอนดอนบ้าง ไม่พบ Jesus Christ Superstar พบแต่ The Lion King ค่ะ พี่ก็เลยตั้งใจจะดู The Lion King แต่ปรากฏว่าหาซื้อตั๋ว The Lion King ไม่ได้ ก็เลยลงใต้ไปเซ้าธ์แธมป์ตันโดยคิดว่าเที่ยวนี้คงได้ดูละครแค่เรื่องเดียว

ที่ไหนได้ล่ะคะ หลังวันอีสเตอร์ 1 วัน พี่มาลงเรือที่ท่าเมือง Hyth (บ้านลุงพีทอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำค่ะ ถ้าขับรถเข้าเมืองไปจะอ้อม และเสียเวลา แต่ถ้าข้ามเรือจะเร็วมากกว่า) ที่ท่าเรือก็มีบอร์ดข่าว ใบปลิววางไว้ให้หยิบตามเคย ท่ามกลางใบปลิว เป็นสิบๆ ใบ พี่เปียเห็นประกาศการแสดงละครเรื่อง Jesus Christ Superstar (พี่ไม่เห็น…อยู่ในวัยที่สายตามองใกล้ก็ไม่ชัด มองไกลก็ไม่เห็นแล้วค่ะ)

Jesus Christ Superstar เปิดแสดงอยู่ที่โรงละคร The Mayflower ในเมือง โชคดีเหลือเกิน และเราไม่ยอมทิ้งโอกาสนี้แน่นอน เมื่อถึงศูนย์การค้าเปิดใหม่(เพิ่งเปิดสดๆ ก่อนพี่ไปถึงไม่กี่เดือน) พี่ก็ไม่สนใจจะดูอะไรเลยค่ะตรงแน่วไปซื้อตั๋วละครก่อนอื่น…โชคดีอีกแล้ว กำลังมี อีสเตอร์เซลล์ ตั๋ว 21.50 ปอนด์ ขายสิบปอนด์ถ้วน
โรงละคร The Mayflower คล้ายภายในหอประชุมจุฬามากค่ะ แต่เล็กกว่านิดหน่อย ลักษณะเป็นการสร้างเพื่อเอนกประสงค์ ไม่ใช่เป็นโรงละครโดยตรงเหมือนพวกโรงละครในลอนดอน แต่ละครคืนนั้นก็ยอดเยี่ยมนะคะ เรื่องเพลงนี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะมากอยู่แล้ว เป็นอัลบั้มโปรดของเราเลยละค่ะ โปรดักชั่น

อาเปีย หน้าโรงละคร The Mayflowers ใน Southampton
แสง สี เสียง ดีตามมาตรฐานของละคร west end สรุปว่าไม่ผิดหวัง

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
4 มิ.ย. 2544
19:21 น. ละครเริ่มแสดง เวลา 19.30 น. สภาพภายในโรงละครเรียบง่าย และมีลักษณะเอนกประสงค์อย่างที่ได้บอกไปแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องบรรยากาศก็จะต่างจากโรงละครที่สร้างขึ้น เพื่อแสดงละครโดยตรงอย่างในลอนดอน และที่แปลกก็คือที่นี่มี “ที่ยืนดู”ด้วยค่ะ เป็นคอกอยู่ชิดฝาด้านข้างของโรงละคร คอกหนึ่งจะยืนได้แปดคน เขาติดเบอร์การยืนไว้ให้ด้วย และคอกแบบนี้จะมีstep ละหนึ่งคอก แต่การแสดงคืนนี้คนไม่มาก ที่นั่งยังไม่เต็มเลยค่ะ ก็เลยไม่มีใครต้องยืน
มาคุยกันถึงเรื่องเนื้อเรื่องโดยรวมก่อนนะคะ ละครเพลงเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ Jesus แต่ไม่ได้เริ่มเล่าจากการประสูติ เขาจับแค่ระยะเวลาสั้นๆ แค่ก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงกางเขนแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ในเรื่องนี้จะกล่าวถึงบรรดาสาวกของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็น Metthew Mark Luke และJudas ซึ่งเป็นผู้ทรยศต่อพระองค์ บทเพลงที่ใช้ในการเล่าเรื่องก็ไม่ได้ตรงตามพระคัมภีร์นัก เป็นการตีความและมองด้วยมุมมองแบบใหม่ ให้ทุกคนคือมนุษย์ ที่มีทั้งความถูกต้อง ความผิดพลาด จากความกดดันในแง่มุมของตัว ละครแยกตัวออกจากความเชื่อเดิมด้วยการเสนอในแบบสมัยใหม่ โดยให้ตัวละครทุกตัวแต่งตัวเหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป…กางเกงยีนส์ กางเกงทหาร เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด จะบอกว่าใครเป็นอะไรด้วยสีเสื้อหรือ สัญลักษณ์ เช่น Jesus ใช้สีขาว เสื้อบางเบาแบบผ้าฝ้าย Judas ใช้สีดำแดง ทหารใช้ท้อปบู้ต หมวกทหาร นักบวชใช้เสื้อคลุมสีดำเป็นต้น

บนเวทีจัดเป็นสองชั้น มีเสาแบบโรมันสองข้าง ชั้นบนเป็นคานเหล็กโปร่งๆ ให้นักแสดงขึ้นไปยืนร้องเพลงหรือเต้นรำบนนั้นได้ มีบันได และเสาโครเมี่ยม ซ่อนอยู่หลังเสาโรมันพวกนั้น เพื่อให้ปีนลงมาหรือเลื่อนตัวลงมาแสดงต่อที่พื้นเวทีได้ทันที ด้านข้างและบางจุดตรงโคนเสามีสีสเปรย์พ่น เป็นข้อความสรรเสริญ Jesus และเครื่องหมายสันติภาพ ลึกเข้าไปเป็นบันไดกว้าง สองระดับ

เรื่องเริ่มด้วยเพลง Overture ตามธรรมเนียม มีทหารถือปืนกลวิ่งไล่ล่ากลุ่มคนหนุ่มสาวที่เป็นสาวกของ Jesus เพื่อปูให้ผู้ชมรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นขัดกับความต้องการของรัฐบาล Judas ปรากฏตัวในกางเกงหนังเสื้อสีแดงสด เขารอดพ้นจากการจับกุมของทหารได้ด้วยการแอบข้างเสา! ไม่ต้องแปลกใจนะคะว่าทำไมทหารไม่เห็น… ก็ทีลิเกไทย เอามือป้องปากพูด คนอยู่ข้างๆ ยังไม่ได้ยินเล้ย…

เมื่อทหารผ่านไป Judas ก็เริ่มเพลง
Heaven on Their Minds
“My mind is clearer now. At last,all too well.
I can see where we all soon will be.
If you strip away. The Myth from the man.
You will see where we all soon will be….
Jesus!……”
ตรงนี้แหละค่ะ ท่ามกลางเสียงทรงพลังทอดยาว Jesus ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินลงบันไดมา ด้านหลังจัดเป็นแสงสีขาวสว่างเรือง จนดูเหมือนเป็นรัศมีเรืองรองอยู่รอบตัว Jesus ใส่กางเกงสีน้ำตาลอ่อน เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อเบาสีขาวปล่อยชาย สูงโปร่ง ผมสีบลอนด์ หยักศกยาวระบ่า

เป็น Jesus ที่หล่อมากค่ะ ผู้แสดงชื่อ นาย Arvid Larsen หล่อมากกว่านาย Ted Neeley ที่แสดงในหนัง และหล่อกว่านาย Glenn Carter ที่เล่นอยู่ในภาคละครอีกชุดหนึ่งซึ่งเคยเอามาฉาย ubc

โปสเตอร์ละคร Jesus Christ Superstar
แต่พี่ชอบพลังเสียงของ นาย Ted Neeley มากที่สุด ถึงแม้จะผอมและไม่หล่อ โดยเฉพาะที่เขาร้องในเพลง Gethsemane ซึ่งเป็นเพลงที่ Jesus โต้กับ God ในตอนใกล้จบเรื่อง
“Allright, I’ll die! Just watch me die! See how I die.
Bleed me beat me kill me take me now,
before I change my mind….”
นาย Ted ไต่บันไดเสียงขึ้นไปสูงจนเหลือเชื่อ ขณะที่คนอื่นต้องหลบกันทั้งนั้น

Judas เริ่มแสดงความเห็นที่ไม่ลงรอยกับ Jesus เขาบอกว่าเมื่อ เริ่มต้นทุกอย่างก็ชัดเจนสวยงามดี แต่ตอนนี้เรากำลังเริ่มหลงทางเสียแล้ว Jesus เองก็มีท่าทีลังเลและคล้อยตาม แต่เมื่อเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงชน ความชื่นชมอย่างมากมาย กับงานหนักหนาที่ต้องช่วยเหลือผู้คน ก็ทำให้เวลาต้องหมดไปในแต่ละวัน ทำให้เหมือนต้องติดกับอยู่ตรงนั้น มีแต่ Mary Magdalene และบรรดาสาวกใกล้ชิดที่พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดให้ด้วยเพลง
Everything’s Alright….
“Try not to get worry, try not to turn on to
Problems that upset you oh don’t you know
Everything’s Alright yes everything’s fine
Let the world turn without you tonight…”
ก่อนจะตามด้วยเพลง I don’t Know How to Love Him ที่พวกเรารู้จักกันดี

ความนิยมในตัว Jesus เพิ่มมากขึ้นทุกที Pontius Pilate ผู้ว่าการซึ่งโรมันส่งมาปกครองแคว้นยูเดียในสมัยนั้นเริ่มไม่สบายใจ เกรงว่าจะเป็นการกระด้างกระเดื่องต่อโรมและจักรพรรดิโรมัน… เนื่องจากผู้คนบางส่วนเริ่มเรียกขาน Jesus ว่า “King Of Jews” เขาให้สินบน Judas ให้ Judas ชี้ตัว Jesus และบอกสถานที่ที่จะจับกุมพระองค์ได้ เพราะถ้า Jesus อยู่ในฝูงชนจะไม่มีทางจับได้เลย เนื่องจากฝูงชนจะปกป้อง… Judas ชี้ตัว Jesus ด้วยการไป จุมพิต พระองค์ นั่นเป็นที่มาของสำนวน Betrayed Kiss และเขาก็กระซิบบอกด้วยว่า
“On Thursday… night… you’ll find him… where you want him
Far…. from the crown…… in the gar…..den of Gethsemane…..”

คืนวันพฤหัส Jesus ร่วมกับสาวก 12 คนรวมทั้ง Judas ผู้ทรยศต่อพระองค์ด้วย รับประทานอาหารร่วมกัน เป็น The Last Supper นั่งเรียงกันบนโต๊ะยาว ตอนนี้ในหนังเขาทำลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการแช่ภาพ 1 วินาที ทุกคนจะอยู่ในท่าทาง ตำแหน่ง และสีเสื้อแบบเดียวกับภาพวาด The Last Supper ของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี (ไม่ใช่ ดิ คาปริโอ) แป๊ะเลยค่ะแต่ในละครไม่ได้ทำ และจำนวน13 ในอาหารมื้อสุดท้ายนี่เองที่ทำให้เลข13 เป็นเลขอัปมงคลของฝรั่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะจับตัว Jesus ได้แล้ว แต่ Pontius Pilate ก็เกรงพลังมวลชน ไม่กล้าตัดสินด้วยตัวเองกลับส่ง Jesus ไปหา Caesar (จักรพรรดิโรมัน) ซึ่งจำใจต้องสั่งประหารชีวิต Jesus ด้วยการตรึงกางเขน เพื่อแสดงความเข้มแข็งของอาณาจักร แม้ว่าเขาจะรู้ว่า นับจากนี้ไปชื่อของเขาจะถูกประณามด้วยผู้คนนับพันล้านคน
“…I saw thousands of millions….Crying for this man
And then I heard them mentioning my name
And leaving me the blame…”
ในที่สุด Judas ก็ทนละอายและเสียใจไม่ไหวเขาผูกคอตายก่อนหน้าที่ Jesus จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ฉากสุดท้ายเป็นฉากการตรึงกางเขน เมื่อกางเขนที่มีผู้แสดงถูกมัดอยู่บนนั้นยกขึ้นตั้งกลางเวที ไฟสปอตไลต์ที่จัดเป็นรูปกางเขนที่ด้านหลังก็เปิดใส่ผู้ชม ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ เจิดจ้า เหมือนได้เห็นมหัศจรรย์จริงๆ เลยค่ะ

เป็นอันว่าละครจบ อากับอาเปียก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านลุงพีท อิ่มใจ อิ่มอารมณ์ดีค่ะ…เพลงเพราะเหลือเกิน…ฉากและเสื้อผ้าไม่งดงามตระการตา เหมือน The Phantom of the Opera แต่เรื่องนี้ก็ชดเชยด้วยลีลาระบำที่เร้าใจ และนี่คือละครเรื่องที่เราไฝ่ฝันมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

จบเรื่องเล่าจากอังกฤษค่ะ

โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ 
มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม