ตอนที่ 3. The Phantom of The Opera

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
14 พ.ค. 2544
20:01 น. ไปอังกฤษเที่ยวนี้พี่โชคดีมากที่ได้ดูละครถึงสองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือThe Phantom of The Opera ซึ่งถึงแม้ว่าจะเคยดูแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่ตั้งใจในทันทีที่ดูจบว่า…จะต้องหาเวลาและโอกาสดูอีกรอบให้ได้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ Jesus Christ Superstar ซึ่งเป็นเรื่องที่พี่กับพี่เปียไฝ่ฝันจะดูมา 30 ปีแล้ว (ย้ำ สามสิบปี) แต่ยังไม่เคยได้ดูสักที
ทั้งสองเรื่อง เป็นผลงานดนตรีของ Andrew Lloyd Webber The Phantom of The Opera เขียนเนื้อโดย Charles Hart ส่วน Jesus Christ Superstar เขียนเนื้อโดย Tim Rice

โรงละครในลอนดอนส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตWest End รวมตัวอยู่ไม่ห่างกันนัก เดินไปเดินมาในย่านนั้นก็ต้องเจอเข้าสักโรงจนได้

การซื้อตั๋วละครก็ไม่ยากเย็น ถ้าไม่ใช่ละครที่ฮิตจัดๆ หรือเพิ่งลงโรงใหม่ๆ ละก็ หาซื้อได้เสมอที่ บู้ธ ตลอดแนวถนน รีเจนท์ และ อ็อกซฟอร์ด ตั้งแต่เวลา14.30 น. ของทุกวัน จะมีการขายตั๋วครึ่งราคาที่แถวๆ พิคคาเดลลี่เซอร์คัสด้วยค่ะ และวิธีสุดท้ายสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดีจริงๆ ก็คือ ไปเข้าคิวที่หน้าโรงละคร ในตอนเย็น จะได้ตั๋วที่ไม่ต้องบวกค่าธรรมเนียมใดๆ และอาจฟลุกได้ที่นั่งดีมากกกกกก อย่างที่พี่ได้ในการดู The Phantom of The Opera ครั้งนี้

พี่ดู The Phantom of The Opera ครั้งแรกเมื่อหกปีที่แล้วด้วยการซื้อตั๋วผี! (ผู้ปกครองควรพิจารณา…เป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามลอกเลียนแบบ^_^) อารามอยากดูมากน่ะค่ะ พอมีคนมากระซิบว่า “อยากได้มะ ถ้าอยากได้ก็ตามมา…แต่ขายแพงกว่าหน้าตั๋วหนึ่งเท่าครึ่งนะยะ” ความยับยั้งชั่งใจ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่าไม่ควรสนับสนุนคนพวกนี้ก็บินหาย เดินงุดๆ ตามเขาไปเลยค่ะ…ตามคนนำที่พาซอกแซกเข้าซอกเล็กซอยน้อย พาไปยืนรออยู่ใต้ถุนแฟลตทึมๆ (นึกย้อนกลับไปแล้วน่ากลัวไม่ใช่เล่น-เฮ้อ!) แล้วพี่ก็ได้ตั๋ว…ที่นั่งสูงลิ่วเกือบติดเพดานโรงละครเลย แต่ละครเรื่องนี้ก็สุดแสนคลาสสิก เพลงเพราะ ทำให้ประทับใจ
จนต้องบอกกับตัวเองว่าต้องดูอีกครั้งให้ได้
ครั้งนี้พี่ไปยืนเข้าคิวรอที่หน้าโรงละครค่ะ โชคดีมากกกกกก มีตั๋วที่เขาจองไว้คืนมาพอดี… เป็นที่นั่งตรงกลางแถวหน้าสุดของชั้นสอง เป็นที่ที่ดีที่สุดในโรงละคร! และราคาแพงที่สุดเช่นกัน (37.50 ปอนด์)

โรงละคร Her Majesty’s นี้เป็นโรงละครที่เล็กมากค่ะ เล็กที่สุดเท่าที่พี่เคยดูละครมาเลยทีเดียว ที่นั่งเป็นรูปครึ่งวงกลม ความเล็กทำให้ค่อนข้างสูงและชันมาก ภายในตกแต่งด้วยศิลปะแบบบาโรค สวย…หรู… เข้ากับบรรยากาศเพลงและเนื้อเรื่องเป็นที่สุด

โรงละคร Her Majesty’s ในลอนดอน สถานที่แสดง The Phantom of The Opera

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
21 พ.ค. 2544
19:09 น.
โรงละคร Her Majesty’s นี้เป็นโรงละครที่เล็กมากค่ะ เล็กที่สุดเท่าที่พี่เคยดูละครมาเลยทีเดียว ที่นั่งเป็นรูปครึ่งวงกลม ความเล็กทำให้ค่อนข้างสูงและชันมาก ภายในตกแต่งด้วยศิลปะแบบบาโรค สวย…หรู… เข้ากับบรรยากาศเพลงและเนื้อเรื่องเป็นที่สุด เก้าอี้ที่นั่งเป็นกำมะหยี่สีเลือดหมู รอบราวระเบียง บนเพดาน ฝาผนัง ล้วนประดับด้วยปูนปั้นเป็นรูปเทพธิดา และเทวดาตัวเล็กตัวน้อย บางช่วงก็เป็นลวดลายคล้ายเถาไม้เลื้อย บางช่วงประดับด้วยสีทองอร่ามอลังการเชียวค่ะ
เวทีการแสดงไม่กว้างมากนักแต่แอบสังเกตดูคิดว่าลึกเอาการทีเดียว และก็เหมือนกับละครเพลงทุกเรื่องทุกโรงในอังกฤษ คือดนตรีเล่นสดทุกรอบ

ภาพจากสูจิบัตรละคร The Phantom of The Opera ประติมากรรมภายในโรงละคร และสัญลักษณ์ของ Phantom
วงดนตรีแอบอยู่ในคอกรูปครึ่งวงกลมชั้นล่างด้านหน้าเวทีค่ะ เราต้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยแล้วนั่งที่ก่อนละครเริ่มนะคะ ถ้ามาสายละก็โน่น! ยืนรอไปเถอะ เขาจะเปิดให้เข้าก็ต่อเมื่อพักครึ่งเวลานั่นแหละ ถึงจะมีตั๋วก็ไม่สน เพราะการเดินเข้าออกในระหว่างการแสดง เป็นการทำลายสมาธิและจินตนาการของผู้อื่นอย่างร้ายแรง
ไฟดับ…ละครเริ่มแล้วค่ะ บทเริ่มต้นเป็นฉากการประมูลข้าวของจาก ปารีสโอเปร่าเฮ้าส์ ราอูล(พระเอก)ในวัย 70 ปี ปรากฏตัวเข้ามาร่วมประมูลในสภาพนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อ เขาซื้อ โปสเตอร์ กล่องดนตรี และเมื่อผู้ประมูลเปิดผ้าคลุมโคมระย้าแก้วเจียรนัย เพื่อประมูลเป็นชิ้นต่อไป ราอูลก็รำพันถึงเรื่องราวของปีศาจแห่งโรงละคร ละครพาเรากลับไปสู่ยุครุ่งโรจน์ของปารีสโอเปร่า เฮ้าส์ด้วยเสียงเพลง Overture และโคมระย้าอันนั้นก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปอยู่กลางโรงละคร …กลางโรงละครนะคะ ไม่ใช่กลางเวที…ตอนนี้ผู้ชมทุกคน เป็นหนึ่งในผู้ชมที่ปารีสโอเปร่าเฮาส์ยุครุ่งเรืองแล้วค่ะ

ละครเปิดตัวนางเอก “คริสติน”ในฐานะนักเต้นตัวประกอบ แต่เมื่อนางเอกของโอเปร่าซ้อมร้องเพลงอยู่ก็เกิดอุบัติเหตุ ทุกคนตกใจบอกว่านี่เป็นเพราะ “ปีศาจโรงละคร-Phantom of the Opera” ดาราใหญ่เล่นตัวไม่ยอมร้องเพลงทันที เม็ก เพื่อนของคริสตินเสนอให้คริสตินร้องแทน เธอบอกว่า “คริสตินเพิ่งไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมมาจากครูผู้ลึกลับคนหนึ่ง”

ในการคืนแสดงของคริสติน เธอได้พบราอูล(หล่อและรวยตามแบบพระเอก) ทั้งคู่จำกันได้ว่าเคยเป็นเพื่อนกันสมัยเด็กๆ ราอูลสนใจเธอทันที เชื้อเชิญไปดินเนอร์หลังการเแสดง แต่คริสตินปฏิเสธ บอกว่าครูของเธอ”The Angel of Music”เข้มงวดมาก ที่ห้องแต่งตัวของคริสตินนั่นเอง Phantom ปรากฏตัวขึ้นในกระจกยืนบานที่คริสตินส่องอยู่ บานที่มีเงาคริสตินอยู่ภายในนั่นแหละค่ะ เขาใส่เสื้อคลุมสีดำใส่หน้ากากครึ่งหน้า เขายื่นมือออกมารับมือคริสตินจากในกระจก คริสตินก้าวตามมือเขาผ่านเข้าไปในกรอบกระจกเงา(ไม่รู้ทำได้ไง?)

ภาพช่วงนี้สวยมาก ทั้งแสง สี เสียง และบรรยากาศ คริสตินนุ่งกระโปรงยาวเสื้อประดับลูกไม้เบาบาง เขาพาเธอลงบันไดไขว้ไปมาสูงลิ่ว มุ่งหน้าสู่อุโมงค์ใต้โรงละคร เวทีทั้งเวทีกลายเป็นทางเดินภายในอุโมงค์แคบๆ สลับซับซ้อนใต้ดิน พราวไปด้วยแสงเทียนวับแวม เขาพาเธอลงเรือ พายไปตามอุโมงค์ระบายน้ำ ไอหมอกลอยเรี่ยอยู่รอบเรือ… …นี่เป็นภาพที่เกิดขึ้นบนเวทีจริงๆ นะคะ ทุกอย่างแนบเนียน โปรดักชั่นยอดเยี่ยมและลงตัวทุกจุด หลอกตาเราชนิดจับไม่ได้เลยค่ะ ตอนนี้เองที่เพลง The Phantom of The Opera ที่แสนไพเราะก็ดัง…ทั้งหวานซึ้งทั้งยิ่งใหญ่
“In sleep, he sang to me, in dreams he came…
That voice which call to me and speaks my name…
And do I dream again?
For now I find the Phantom of the Opera in there-inside my mind…”
เฮ้อ! เพราะจริงๆ พี่ชอบฉากนี้ที่สุดเลยค่ะ….โรแมนติกและลึกลับ

เมื่อไปถึงที่พักของ Phantom ขณะที่เขาเพลินกับการเล่นออร์แกน คริสตินแอบเปิดหน้ากากของเขาออก แล้วเป็นลมไปด้วยความตกใจ

Phantom ส่งโน้ตมาถึงผู้จัดการโรงละคร ให้คริสตินร้องนำในโอเปร่าเรื่องใหม่ แต่ไม่มีใครสนใจข้อเสนอของ Phantom ยังยืนยันให้ดาราใหญ่คนเดิมเป็นนางเอก ให้คริสตินได้แค่บทรอง Phantom ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เสียงของนางเอกถูกขโมยไปร้องเพลงเท่าไหร่ก็ร้องไม่ออก ผู้กำกับเวทีถูกฆ่าแขวนคอ ลูกทีมสไตรค์

ท่ามกลางเรื่องวุ่นวาย ราอูลกับคริสตินพบกันที่หลังคาโรงละคร ที่นี่เองที่ทั้งคู่ได้รู้ใจของกันและกัน…ทั้งคู่ร้องเพลง All I ask of You เพราะจนคนขนลุก ฟังน้ำตาคลอ “Say….you’ll share with me one love one lifetime…
let me lead you from your solitude
Say….you need me with you here, beside you..
Anywhere you go let me go too-
That’s all I ask of you”
ดาราละครในอังกฤษ เสียงดีทุกคนค่ะ ร้องเพลงได้มีพลังและเล่นละครอย่างมืออาชีพจริงๆ

เล่าต่อนะคะ ทั้งคู่ไม่รู้ว่า Phantom แอบฟัง “สัญญารัก”ของตัวอยู่ คนดูก็ไม่รู้ค่ะ…จนกระทั่งได้ยินเสียงคร่ำครวญ เสียงดังแผ่วก้องเหมือนมาจากขอบฟ้า เกือบสะอื้น… ตอนนี้ Phantom น่าสงสารมากเลยค่ะ “ฉันให้ดนตรีของฉันแก่เธอ ฉันทำให้เสียงเพลงของเธอได้โบยบิน” …and now, how you’ve repaid me…denied me and betrayed me…

นั่นแหละ…คนดูถึงได้เห็น Phantomยืนอยู่ในรูปปูนปั้นเหนือโคมแก้วเจียรนัย จุดที่สูงที่สุดกลางโรงละคร(แอบขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ขึ้นไปทางไหนคนดูไม่รู้เลยค่ะ)

ฉากสุดท้ายของโอเปร่าคืนนั้น โคมระย้าแก้วเจียรนัยอันมหึมา (อันเดิมอันเดียวนั่นแหละ) ตกใส่คริสติน ที่ยืนร้องเพลงอยู่กลางเวที

นางเอกจะแบนเป็นกล้วยปิ้งคาเวทีหรือไม่? ต้องมาติดตามกันต่อไปค่ะ…คิก คิก @^_^@

ดวงลดา :
22 พ.ค. 2544
09:28 น. …พี่เอียดกลั่นแกล้งแฟนพันธุ์แท้กันนี่คะ … คิกคิก … เรื่องนี้หนูดวงฯ ดูสองครั้ง ตอนที่อยู่ที่ซิดนีย์ค่ะ หลายปีแล้ว แต่เพลงก็ยังเพราะพริ้งตรึงใจ ติดอกติดใจมาถึงทุกวันนี้ (พี่เอียดร้องเพลงแถมให้พวกเราฟังอีกหลายๆ เพลงนะคะ) ฉากตอนที่ดูก็สวยน่าทึ่งคล้ายคลึงกับที่พี่เอียดเล่าเลยค่ะ ไม่รู้ว่าทีมผู้แสดงเป็นชุดเดียวกันหรือชุดสองของที่ลอนดอนกันแน่ค่ะ พี่เอียดมีข้อมูลมาฝากหนูดวงฯ ไหมคะ …
ถึงเคยดูแล้ว แต่พอมาอ่านที่พี่เอียดเล่าเนี่ย ได้อรรถรสจากมุมมองของพี่เอียดที่รุ่มรวยอารมณ์ขันจนอ่านไปยิ้มไป สรุปว่าสนุกกว่าดูเองเยอะเลยค่ะ (ตอนนั้นภาษาอังกฤษก็แข็งแรงแย่เลยอีกด้วย) เมื่อไหร่พี่เอียดมาชมการแสดงอะไรแถวกรุงเทพฯ พวกเราต้องขอตามไปชมด้วยแล้วล่ะค่ะ …

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
23 พ.ค. 2544
19:18 น. หนูดวงคะ รอบที่พี่ดู ผู้แสดงเป็น Phontom คือ Simon Bowman Christine คือ Nikki Ankara Raoul คือ Alasdair Harvey พวกที่ออกทัวร์น่าจะเป็นชุดสองนะคะ หรือเค้าจะเวียนกันไปพี่ก็ไม่ทราบ เพราะการแสดงทุกวันๆ อยู่กับที่ก็คงจะน่าเบื่อเหมือนกัน
ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
28 พ.ค. 2544
18:39 น. ฉากสุดท้ายของโอเปร่าคืนนั้น โคมระย้าแก้วเจียรนัยอันมหึมา (อันเดิมอันเดียวนั่นแหละค่ะ) ตกใส่คริสติน ที่ยืนร้องเพลองอยู่กลางเวที …อันนี้ไม่ต้องเดา พระเอกมาช่วยไว้ทันแหง๋ๆ โอบเอวนางเอกกระตุกล้มไปด้วยกัน ( เอ!ฉากแบบนี้คุ้นๆ)
หลังจากนั้นราอูลกับคริสตินแอบหมั้นกันลับๆ โดยเธอคล้องแหวนหมั้นของเขาไว้ในสร้อยคอ แต่ Phantom ก็ยังไม่ยอมแพ้และยังไม่เลิกก่อกวนโรงละคร เขาบังคับให้แสดงโอเปร่าที่เขาเขียนขึ้น ตอนแรกทุกคนปฏิเสธ แต่ราอูลกลับบอกให้รับข้อเสนอ เขาจะวางแผนจับตัว Phantom ให้ได้ โดยใช้ โอเปร่าเรื่องนี้กับ คริสตินเป็นกับดัก (พวกพระเอก!…เป็นอย่างนี้ทุกเรื่อง)

คริสตินไปเยี่ยมหลุมฝังศพพ่อ Phantom ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง เกาะอยู่เหนือกางเขนบนหลุมศพราวกับค้างคาวตัวใหญ่ ชักจูงให้เธอไปอยู่ด้วย นางเอกกำลังเคลิบเคลื้มกับมนต์สะกด พระเอกก็มาถึงทันเวลา “Christine! He is not your father!” รอดไปได้อีกครั้ง

ทว่า กับดักที่ราอูลสร้างไว้ดัก Phantom นั่นเองที่ย้อนกลับมาต้อนทุกคนเข้าสู่จุดจบ ระหว่างการแสดง… Phantom ฆ่านักร้องนำฝ่ายชายแล้วเข้าสวมบทแทนเขา ลักพาตัวคริสตินเข้าไปยังอุโมงค์ใต้โรงละคร มีราอูลติดตามไปไม่ลดละ หากประตูเหล็กก็พาเขาไปจนมุมอยู่ที่หน้า “ถ้ำ”ของ Phantom ท้ายที่สุด Phantom ให้คริสตินเลือก…จะอยู่กับเขาตลอดไปหรือให้เขาฆ่าราอูล “This is the choice, this is the point of no return!”

การตัดสินเลือกของคริสตินเพื่อราอูล ทำให้ Phantom สะเทือนใจที่สุด เขาเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย “Take her-forget me-forget all of this… forget all you’ve seen. GO!…Go now and leave me!” ไม่มีใครได้พบ Phantom อีกไม่ว่าตำรวจจะค้นหาสักแค่ไหน ช่วงสุดท้ายของเรื่องก็คือ เสียงร้องเพลง All I ask of you ของคริสตินกับราอูล หวานแว่วมาไกลๆ ขณะที่ Phantom อยู่เดียวดาย… เขาครวญเพลง… “You alone can make my song take flight- it’s over now, the music of the night…”

ฮือ ฮือ…เศร้าซึ้ง สะเทือนใจที่สุดค่ะ ละครเรื่องนี้ผู้ร้ายเป็นพระเอก(เอ๊ะ! ยังไง) แต่ที่เป็นพระเอกของพระเอกของพระเอก คือ เพลงแสนไพเราะและโปรดักชั่นยอดเยี่ยม เสียง แสง สี บรรยากาศ การเปลี่ยนฉากเปลี่ยนตอนไม่มีสะดุด ไม่ต้องรูดม่าน ไม่ต้องดับไฟ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว ลงตัว เหมือนร่ายมนต์ ดูรอบสองแล้วก็ยังอยากดูอีกค่ะ และไม่สงสัยเลยว่าละครเรื่องนี่ทำไมถึงได้ยืนโรงอยู่นานหลายสิบปี

เล่าเรื่อง Jesus Christ Superstar ต่อนะคะ (ตอนหน้าค่ะ..)

โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ 
มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม