ตอนที่ 1. เล่าเรื่องไปเมืองอังกฤษ

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
23 เม.ย. 2544
15:50 น. ไปครั้งนี้จุดประสงค์ใหญ่คือไปเยี่ยมลุงพีทเพื่อนพี่เปียที่เพิ่งเออร์รี่ รีไทร์จากงานออกมาน่ะค่ะ แต่ขอเล่าเรื่องลุงพีททีหลัง…เล่าเรื่องทั่วๆ ไปก่อนก็แล้วกันนะคะ
ก่อนออกเดินทางตอนแรกมีอุปสรรคเล็กน้อย ดีที่ คุณ Winnie อุตส่าห์ยื่นมือ(ยาวววจากLA ^_^) มาช่วยจัดการให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีเยี่ยมจากน้องสุดารัตน์แห่งSQ ในที่สุดปัญหาก็ไม่เป็นปัญหา อุปสรรคหมดไป…ให้ได้เดินทาง…

อังกฤษ(ลอนดอน-เซาธ์แธมป์ตัน)เหมือนเดิมทุกอย่าง พี่ไปครั้งแรกเมื่อสิบห้าสิบหกปีที่แล้วอย่างไรเดี๋ยวนี้ก็อย่างนั้น ตึกรามบ้านช่องรถรา ผู้คน ระบบ…ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ สมเป็นเมืองเก่าแก่อนุรักษ์นิยม จะต่างกันบ้างก็ค่าของเงินที่ครั้งแรกที่ไป ปอนด์ละ 34 บาท วันนี้ 66 แล้วค่ะ(เฮ้อ!) ซื้ออะไรไม่ลงเอาจริงๆ … จะควักเงินออกจากกระเป๋าก็เฉพาะค่าอาหารในมื้อที่ไม่มีเจ้าภาพเท่านั้นเองค่ะ(แหะ แหะ)

อากาศช่วงนี้ยังหนาวมาก…หนาวชนิดไม่ใส่ถุงมือไม่ได้ ประมาณ 2-14 องศาซี ทุกวัน ยิ่งแดดหุบ(ที่ส่วนใหญ่มักจะหุบแถมฝนโปรย)ยิ่งหนาวววววยะเยือก!!! คืนหนึ่งที่บ้านลุงพีทที่เซาธ์แธมป์ตันอากาศลงถึง 0 ตื่นขึ้นมาเจอน้ำค้างแข็งเลย

ป้ามัวรีนบอกว่าปีนี้สปริงมาล่ากว่าทุกปี ความจริงป่านนี้น่าจะมีแดฟโฟดิลและดอกไม้มากกว่านี้ แต่กลับเพิ่งมีเป็นปุ่มๆ ตามกิ่งก้านสีน้ำตาล…ดูให้สวยก็สวยไปอีกแบบค่ะ แต่เขาก็เริ่มเพาะดอกไม้สำหรับสปริงและซัมเมอร์กันแล้วนะคะ ป้ามัวรีนเพาะเอาไว้หลายสิบกระบะในเรือนเพาะชำ…เพิ่งแตกใบพ้นดินออกมาเหมือนกัน ที่บ้านลุงพีท… อาเอียด อาเปีย ลุงพีท ลุงเลน ป้าเจเน็ต ป้ามัวรีน
ที่น่าเสียดายอีกเรื่องก็คือ ปีนี้เราไม่สามารถไปเดินเล่นใน นิวฟอเรสต์กันได้เหมือนทุกครั้ง เพราะโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย…เขาอนุญาตให้จอดรถได้แต่ห้ามลงจากรถเด็ดขาด บ้านหรือร้านอาหารที่อยู่ในเขตล่อแหลมก็จะมีเสื่อโฟม(มั้ง?หรือโลหะอะไรก็ไม่ทราบ ไม่รู้จักค่ะ) อาบน้ำยา ให้เราแล่นรถผ่านไปช้าๆ เพื่อฆ่าเชื้อที่ติดมากับล้อรถ ป้องกันการระบาด แต่หญิงไทยก็ใจกล้ากินเนื้อเข้าไปสองมื้อ ถึงวันนี้ทั้งปากทั้งเท้ายังไม่เปื่อย และยังไม่ร้อง”มอ…มอ…” ค่ะ

ไปเที่ยวนี้ได้ไปดูฟุตบอล 1 คู่ และละครสองเรื่อง ตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะคะ

นิ้วโป้ง :
23 เม.ย. 2544
16:38 น. แล้วพี่เอียดกลับเมืองไทย เอาเชื้อปากเท้าเปื่อยติดมาด้วยหรือเปล่าครับ ฮิฮิ
หนูกิ๊ก :
23 เม.ย. 2544
21:37 น. ฟังแล้วน่าจับเอาอากาศสองเมืองมาบวกกันแล้วหารสองนะคะ เมษานี้จะใด้สบายตัวขึ้นหน่อย
ใบหม่อน :
23 เม.ย. 2544
22:01 น. อาเอียดคะ หม่อนชักคิดถึงรีน่ากับกรณ์เสียแล้วซีคะ ฟัง(อ่าน)ที่อาเอียดเล่ามา
ไปคว้ามาอ่านอีกรอบดีกว่าค่ะ ^^
=0OO00D:<
หนอน :
23 เม.ย. 2544
22:16 น. นั่นซิ คิดถึงรีนา ตอนที่ไปอังกฤษเพื่อไปสืบเรื่องของพ่อ แล้วก็นึกถึงกรณ์ตอนไปแอบขอดูลายเซ็นที่อาคารที่พี่ชายแอบไปปลอมลายเซ็นของกรณ์ คุณเอียดคะ อยากอ่านลับแลลายเมฆ แล้วละคะ
Winnie :
23 เม.ย. 2544
23:21 น. sound like my hands so long na ka ^_^
It’s my pleasure ka.
ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
25 เม.ย. 2544
11:37 น. มีแต่คนคิดถึงพ่อกรณ์กับหนูรีน่า…ลับแลลายเมฆลงเมื่อไหร่ได้เจอแน่ค่ะ จริงของหนูกิ๊ก น่าเอาอากาศสองที่มาหารสอง…คงจะได้อากาศที่สดชื่นแสนสบาย… ขาไปพี่ต้องค่อยๆ พอกทีละชิ้นบนเครื่องบิน และพอขากลับก็ต้องค่อยๆ ลอกออกทีละชิ้นเหมือนกัน กลับมาถึงบ้านเนื้อตัวคันคะเยอเลยค่ะ
เที่ยวนี้พี่นอนไม่ค่อยได้…ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลยนะคะ ทุกครั้งพอถึงบ้านก็ก็กินอิ่มนอนหลับและปรับเวลาได้… ครั้งนี้อาจเป็นเพราะคืนแรกที่มาถึงพี่นั่งดู ถ่ายทอดสดฟุตบอล ลิเวอร์พูล-บาร์เซโลน่าอยู่จนตีสี่ก็ได้ ทำให้ระบบการนอนของร่างกายรวนไปหมด สองวันถัดมาเลยนอนกระสับกระส่ายอยู่จนตีสามถึงได้หลับ แต่ตอนนี้ดีขึ้นกลับเข้าสู่สภาพปกติแล้วค่ะ

ช่วงที่อยู่ลอนดอนนอกจากจะได้ดู บอลกับละครแล้ว ก็ได้ไปเดินตลาด แพ้ทติโค้ทเลน แคมเด็นทาวน์ และโคเวนการ์เด้นตามเคยค่ะ พี่เปียชอบแคมทาวน์ที่กว้างมากและขายของคล้ายๆ จตุจักร มีของทุกประเภท ราคาชาวบ้าน ต่อได้ มีของประเภทฮาร์ดๆ แสบๆ กวนๆ ให้ดูเยอะ แต่พี่ชอบโคเวนการ์เด้นมากกว่า ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีคนท้องถิ่น ของที่นี่ส่วนใหญ่ขายไอเดีย และสวยเนี๊ยบไปเสียทุกแผง ราคาค่อนข้างแพงสักนิด…แต่เนื่องจากเราเดินดูอย่างเดียว ไม่เคยซื้อ…ถูกแพงก็เลยไม่ใช่เรื่องสำคัญ อิ อิ

ช่วงที่ไปเป็นเทศกาลอีสเตอร์ของเขาด้วยค่ะ พี่เพิ่งรู้ตอนที่ไปถึงแล้วนี่เอง เพราะฉะนั้นตามร้านทุกร้านจึงมีแต่ ไข่ ช็อกโกแลต และกระต่าย ซึ่งพอหลังจากวันที่ 15 ซึ่งเป็นวันอิสเตอร์ไปแล้วก็เริ่มลดราคา
เย็นวันอิสเตอร์ พี่ไปอยู่ที่บ้านลุงพีทตั้งแต่บ่ายๆ ก็เลยได้ช่วยลุงกับป้าเอาไข่ช็อกโกแลตใบเล็กใบน้อยไปซ่อน (อย่างเปิดเผยให้เด็กหาง่ายๆ) ในสวน ตามใต้ต้นไม้บ้าง บนชิงช้าบ้าง พอตกเย็นหลานๆ ลงพีทก็มา เด็กๆ (2-8 ขวบ) ถือตะกร้าคนละใบ หนาวสั่น แต่คงตื่นเต้น สนุกกันจนลืมหนาว วิ่งรี่เข้าไปในสวน หาไข่ใส่ตะกร้ากลับมาแบ่งกัน พี่ออกจะทึ่งเล็กน้อยที่เด็กตัวแค่นั้นไม่ยักหวงของ ไม่คิดว่าฉันหาได้ต้องเป็นของฉัน แกกลับเอามาเทรวมกัน คัดขนาดเล็กใหญ่แล้วแบ่งเฉลี่ยกันอย่างน่ารักมากเลยค่ะ
คุณนิ้วโป้งคะ ถึงวันนี้ปากกับเท้าพี่ยังไม่เปื่อย และยังไม่ร้องมอ มอค่ะ อิ อิ

แอมเบอร์ กับ เอมี่ กำลังค้นหาไข่อีสเตอร์ มี มาร์คยืนดูแบบเอาใจช่วย

ฟางข้าว :
25 เม.ย. 2544
16:59 น. ขอมาอมยิ้มกับเรื่องเด็กๆในเทศกาลอีสเตอร์ของอาเอียดค่ะ น่ารักจริงๆ
เออ..เทศกาลนี้มันเป็นเทศกาลเกี่ยวกับอะไรเหรอคะ อยากรู้มานานแล้ว แล้วเกี่ยวอะไรกับไข่ ช็อกโกแลต แล้วก็กระต่ายล่ะคะ

ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
27 เม.ย. 2544
11:49 น. เรื่องของวันอีสเตอร์พี่ขอเล่าเท่าที่จำได้ก็แล้วกันนะคะ ยังไม่มีเวลาค้นน่ะค่ะ รายละเอียดส่วนใหญ่ส่งคืน บาดหลวงกับมาเซอร์ที่สอนพระคัมภีร์ให้สมัยเด็กๆ ไปหมดแล้ว จำได้แต่ว่ามันเป็นประเพณีของพวกยิวและคริสเตียนปนๆ กันอยู่
เป็นการฉลองวันที่พระเยซูคืนชีพขึ้นมาหลังจากสิ้นพระชนม์จากการถูกตรึงกางเขน มาอยู่กับสาวกและสอนคำสอนต่อไปอีกระยะหนึ่ง เจ็ดวัน สิบห้าวัน(จำไม่ได้ค่ะ) แล้วเสด็จขึ้นสวรรค์ กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของความสดใส ความหนุ่มสาว และฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาของอีสเตอร์ ไข่คือสัญลักษณ์ของการเกิด และมีตำนานเล่าว่า แม่พระ(มารีอา) ได้มอบไข่ให้ทหารที่เฝ้าไม้กางเขนของพระเยซู ขอร้องอย่าให้กระทำทารุณต่อพระองค์อีก น้ำตาของแม่พระหยดต้องไข่เกิดเป็นลวดลายเหมือนสายรุ้งบนไข่ ใข่อีสเตอร์จริงๆ จึงเป็นไข่ระบายสีเขียนลวดลายต่างๆ ค่ะ แต่สมัยนี้เด็กๆ ชอบไข่ช็อกโกแลตมากกว่า(แน่ละ! อร่อยกว่าตั้งเยอะ) หนูน้อยทารา คนโปรดของอาเปียกับไข่อีสเตอร์
เซาธ์แธมป์ตันเป็นเมืองทางใต้ เป็นเมืองท่า และเป็นเมืองที่ “ไททานิก” เริ่มต้นเดินทางก่อนไปล่มเกิดโศกนาฏกรรม เขาสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องและต้องตายไปกับเรือไททานิกไว้ทั่วเมืองเลย เป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองเก่า และมหาวิทยาลัยก็ดีค่ะ อยู่ในระดับต้นๆ …อันดับที่6-7-8 จำไม่ได้แน่นอน ค่าครองชีพไม่สูงมากเหมือนลอนดอนที่เขาว่าสูงที่สุดในยุโรป แต่ก็มีทุกอย่างพร้อม ไม่แพ้ลอนดอน เขาเก็บโบราณสถาน เช่นบ้านเก่า กำแพงเมืองเอาไว้ในสภาพดีมาก เก็บซ้อนเอาไว้ในศูนย์การค้าสมัยใหม่ น่าดูและน่าสนใจ ถ้าชอบของเก่า…ใช้เวลาเดินดูแค่ในเมืองก็เป็นอาทิตย์แล้วค่ะ เส้นทางการเดินที่นิยมกันมากและเขาทำแผนที่ไว้ให้เลยมีสองเส้นทาง คือ Walk on Southampton Wall กับ Titanic Trail ส่วนนอกๆ เมืองจะเป็นเขตที่เรียกว่านิว ฟอเรสต์ มีทุ่งหญ้า มีป่าโปร่ง มีบ้านเรือนที่ผู้คนอยู่กันมาแต่เดิม (สมัยนี้เขาไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปอยู่อีกแล้วค่ะ) และที่มีมากคือม้าป่า…เยอะจริงๆ และไม่กลัวรถกลัวคนเลย พี่เคยไปจอดรถดูมันครั้งหนึ่ง…ไม่กล้าเดินลงไปดูใกล้ๆ ค่ะ เพื่อนพี่เปียเคยโดนมันเดินเข้ามาเตะหน้าตาเฉย แล้วก็เดินจากไปแบบไม่รู้ไม่ชี้ เจ้ามาร์ค ขาเขียวปัดไปเป็นเดือนเลยค่ะ จนป่านนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถูกเตะ …เป็นผู้โชคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากม้าป่า ทั้งๆ ที่ยืนกันอยู่ตั้งหลายคน หน้าตาม้าพวกนี้ จะมู่ทู่ และมอมแมมหน่อย อ้วนปี๋ และตัวไม่โต ไม่หน้าแหลม ขาเรียว ขนเป็นมัน สูงสง่า อย่างพวกม้าตำรวจหรือม้าแข่งในเมือง แต่ก็น่ารักแบบกวนๆ ไปอีกแบบ

นก :
27 เม.ย. 2544
19:58 น. ฟังจากที่พี่เอียดเล่า ไหงม้าป่ามันดูกวนโฮ้ยอย่างนั้นไปได้ ทีเวลาดูในหนัง (มีหนังเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องการล่าม้าป่า จำชื่อเรื่องไม่ได้ค่ะ) ดูเท่อย่าบอกใครเชียว
ปิยะพร
ศักดิ์เกษม :
30 เม.ย. 2544
10:51 น. เรื่อง Return to a Snowy River หรือเปล่าคะหมอนก พี่เองครั้งแรกที่มีคนบอกว่าจะพาไปดู wild horses ก็นึกถึงหน้าตาม้าในหนังเรื่องนั้นเหมือนกัน
ที่ไหนได้…ตัวจริง มอมแมม อ้วนๆ ล่ำๆ ขนยาว ท่าทางกวนโอ๊ย และเดินกันเพ่นพ่านไปหมดแบบไม่กลัวใคร สันนิษฐานว่าม้าในหนังเป็น “ม้าดารา” ค่ะ เลยต้องหล่อต้องสวยกว่าม้าปกติ
นก :
30 เม.ย. 2544
19:37 น. ใช่เลยค่ะ พี่เอียด เรื่องนี้แหละที่มีม้าป่าดาราเท่ห์ๆน่ะ ดูแล้วรักม้าไปหลายวัน เฮ้อ อย่างว่าของจริงกับหนังมักไม่เหมือนกัน

โฮมเพจนี้ มิใช่โฮมเพจที่เป็นทางการ จัดทำขึ้นเพื่อมีเจตนาเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมและผลงานของเธอ 
มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์อื่นใด ลิขสิทธิ์ของงานที่อ้างถึงและอ้างอิงยังเป็นของเจ้าของงานเช่นเดิม